ดิสนีย์ตัดคำว่า Fox ออกจากชื่อ 20th Century Fox เหลือ 20th Century Studios

Brand Inside - 18 January 2020 - 12:24

การเปลี่ยนแปลงหลังจากบิ๊กดีล Disney ซื้อกิจการบริษัท 21st Century Fox เมื่อปี 2017 เริ่มเห็นผลแล้ว โดย Disney เริ่มรีแบรนด์สตูดิโอภาพยนตร์ 2 รายในสังกัด 21st Century Fox เดิมใหม่ ตัดคำว่า “Fox” ออกไปจากชื่อสตูดิโอ

20th Century Fox สตูดิโอภาพยนตร์ที่เราคุ้นชื่อกันดีจากโลโก้ “20” ที่มีไฟส่อง ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น 20th Century Studios โดยไม่มีคำว่า Fox

การเปลี่ยนชื่อครั้งนี้ยังคล้ายกับชื่อในอดีตของ 20th Century Fox ที่เกิดจากการรวมตัวของสตูดิโอ Twentieth Century Pictures และ Fox Film ซึ่งร่วมตัวกันเป็นบริษัทเดียวในปี 1935 หรือประมาณ 85 ปีที่แล้ว

ภาพยนตร์ในสังกัด 20th Century Studios ที่เราคุ้นชื่อกันดีคือ Titanic, Avatar, Deadpool, Independence Day, Home Alone, Cast Away, Ice Age และรวมถึง Star Wars 6 ภาคแรกด้วย

Fox Searchlight Pictures สตูดิโอภาพยนตร์อีกแห่งในสังกัดที่เน้นภาพยนตร์อินดี้และหนังอาร์ท ก่อตั้งเมื่อปี 1994 และมีหนังชนะรางวัลอย่าง Slumdog Millianaire, 12 Years a Slave, Birdman, The Shape of Water ก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Searchlight Pictures

โลโก้ใหม่ของทั้งสองสตูดิโอยังใช้โลโก้เดิมที่ตัดคำว่า Fox ออกไป ซึ่งในสายตาผู้บริโภคอาจดูไม่แตกต่างจากเดิมมากนัก

นอกจากสตูดิโอภาพยนตร์แล้ว ธุรกิจในเครือ 21th Century Fox ยังมีสตูดิโอผลิตรายการทีวีอย่าง 20th Century Fox Television และ Fox 21 Television Studios ที่กำลังอยู่ระหว่างการหาชื่อใหม่เช่นกัน

ดิสนีย์ยังเปลี่ยนอีเมลของพนักงาน Fox Searchlight จากเดิมที่ใช้อีเมลลงท้ายด้วย fox.com มาเป็น searchlight.com

ในข้อตกลงซื้อกิจการ 21st Century Fox เครือดิสนีย์ได้สตูดิโอแบรนด์ Fox ไปครอบครอง แต่ไม่ได้ช่องทีวีแบรนด์ Fox News ไปด้วย (ยังเป็นของบริษัท Fox Corp. ที่ถือหุ้นใหญ่โดยอภิมหาเศรษฐี Rupert Murdoch และเป็นอิสระต่อดิสนีย์) ทำให้ผู้บริโภคสับสนว่าสื่อที่เป็นแบรนด์ Fox ตกลงแล้วเป็นของบริษัทไหนกันแน่

รายชื่อสตูดิโอในเครือ Walt Disney Studios หลัง Disney ซื้อ 21st Century Fox

ที่มา – Variety

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Toyota เตรียมเปิดตัว Mirai โฉม 2 ภายในปีนี้ ต่อยอดความสำเร็จ 7 ปี ขายได้หลักหมื่นคัน

Brand Inside - 17 January 2020 - 18:36

Toyota ยังเป็นค่ายผู้ผลิตรถยนต์ที่เน้นพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า Fuel Cell เพราะล่าสุดเตรียมเปิดตัว Mirai รถยนต์ไฟฟ้า Fuel Cell โฉมใหม่ภายในสิ้นปีนี้ และมันมาพร้อมกับภาพลักษณ์ที่สปอร์ตขึ้นสุดๆ

Toyota MiraiToyota Mirai โฉมที่ 2 ระยะทางวิ่งหลังชาร์จเต็มเพิ่มขึ้น 30%

Mirai โฉมแรกเปิดตัวเมื่อปี 2557 และจำหน่ายแค่บางพื้นที่เท่านั้น เช่นญี่ปุ่น, สหรัฐอเมริกา และบางประเทศในกลุ่มยุโรป เพราะมีข้อจำกัดเรื่องสถานีเติมไฮโดรเจน จึงไม่แปลกที่ 7 ปีที่ผ่านมา ยอดขายรุ่น Mirai จะมีราว 10,000 คันเท่านั้น เรียกว่าน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับระยะเวลาที่จำหน่าย

อย่างไรก็ตาม Toyota ยังไม่ละทิ้งรถยนต์ไฟฟ้า Fuel Cell อย่างล่าสุดที่ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้า Fuel Cell ให้กับพาร์ทเนอร์ในประเทศจีน โดยหวังว่าในอนาคต รถยนต์ไฟฟ้าแบบนี้จะได้รับความนิยมกว่ารถยนต์ไฟฟ้าล้วนที่ใช้แบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว

Toyota Miraiภายในของ Toyota Mirai โฉมที่ 2

เมื่อเป็นอย่างนี้ Toyota จึงเตรียมเปิดตัว Mirai โฉมที่ 2 แตกต่างจากรุ่นก่อนที่การออกแบบดูอวกาศไปสักนิด เพราะมันมาพร้อมกับความโฉบเฉี่ยว หรูหรา และสปอร์ตขึ้นมาก ซึ่งการออกแบบนี้เองก็ช่วยให้จุดศูนย์ถ่วงต่ำลง จนการขับขี่ทำได้สนุกกว่าเดิม

ทั้งนี้ Toyota ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของ Mirai โฉมที่ 2 มากนัก เพราะมันยังไม่เปิดตัวอย่างเป็นทางการ เพียงแต่บอกว่า ตัวเครื่องยนต์ใหม่จะช่วยยืดระยะทางการขับขี่หลังจากเติมไฮโดรเจนเต็มอีก 30% หรือจากรุ่นเดิมวิ่งได้ 480 กม. เป็นเกือบ 640 กม. ส่วนวันวางจำหน่ายจะอยู่ภายในปี 2563 และจำหน่ายที่ตลาดเดิมก่อน

สรุป

เป็นการเดินเกมรถยนต์ไฟฟ้า Fuel Cell อย่างต่อเนื่องจริงๆ เพราะตอนนี้แทบจะเหลือแค่ Toyota และค่ายญี่ปุ่นบางแบรนด์ที่เน้นพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าแบบนี้ และคงต้องติดตามกันว่า Toyota จะสามารถเป็นเบอร์รถยนต์ไฟฟ้า Fuel Cell ได้ดังหวัง และผลักดันรถยนต์ไฟฟ้าแบบนี้ให้เป็นที่นิยมมากที่สุดได้หรือไม่

อ้างอิง // Toyota

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

dtac Reward โฉมใหม่ Platinum Blue Member เอาใจลูกค้าเดิม-ขยายฐานลูกค้าใหม่

Brand Inside - 17 January 2020 - 18:22

ในตลาดโทรคมนาคม เรื่องของคุณภาพบริการทั้งเรื่องการโทรและโมบาย อินเทอร์เน็ต ถือเป็นเรื่องหลัก เพราะถ้าไม่มีสัญญาณก็คือจบ แต่ในพื้นที่ที่คุณภาพบริการไม่ต่างกันมาก บริการหลังการขาย พวกสิทธิพิเศษ จะมีบทบาทขึ้นมาทันที

เดิมหลายปีที่ผ่านมา AIS Serenade นำมาเป็นที่หนึ่ง มีสิทธิพิเศษมากมายหลากหลายและโดดเด่นมาโดยตลอด จนกระทั่งช่วง 2-3 ปีมานี้ dtac Reward เริ่มโดดเด่นขึ้นมาอย่างชัดเจนและทำให้ผู้ใช้มือถือ dtac ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่มากขึ้น

3 กลยุทธ์หลักเพิ่มจำนวนผู้ใช้ dtac Reward

ฮาว ริเร็น รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด ของ dtac บอกว่า การดูแลลูกค้าเป็นกลยุทธ์สำคัญของ dtac ทำให้ผู้ใช้มีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ โดยพบว่า ลูกค้าที่ใช้บริการ dtac Reward จะอยู่กับ dtac ยาวนาน ลดโอกาสการยกเลิกบริการ

ดังนั้น จึงมีการวาง 3 กลยุทธ์หลักเพื่อเพิ่มกลุ่มลูกค้า dtac Reward คือ

  1. สร้างตำแหน่งทางการตลาดที่แข็งแกร่งให้กับ dtac Reward
  2. สร้างความสุขและปฏิสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับผู้ใช้ให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  3. มอบประสบการณ์ไร้รอยต่อผ่านช่องทางที่ลูกค้าสัมผัสได้ทุกที่

ปรับโฉมใหม่ด้วย Platinum Blue Member

dtac เริ่มต้นด้วยการเปิดตัว Platinum Blue Member ให้ลูกค้ากลุ่มพรีเมียมที่ใช้บริการมาเป็นเวลานาน เช่น บริการล้างรถฟรีพร้อมที่จอดรถในห้างสรรพสินค้า ส่วนลดค่าเครื่องและอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ 20% บริการช่วยเหลือฉุกเฉินเกี่ยวกับรถยนต์ กด *1806

พร้อมแคมเปญ ตามใจปากทุกวันศุกร์ แจกฟรีเครื่องดื่ม ไอศกรีม ขนม จกแบรนด์ยอดนิยมทุกวันศุกร์ เริ่มต้น ศุกร์ที่ 24 ม.ค. นี้ รวมถึงสร้างพันธมิตรร้านค้าเพื่อมอบสิทธิพิเศษให้กับผู้ใช้งาน dtac รวมกว่า 3 หมื่นร้านค้า

นอกจากนี้ยังพัฒนา dtac app เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด เพื่อรับสิทธิพิเศษได้สะดวกขึ้น ง่ายขึ้น โดยมีฟีเจอร์ ดังนี้

  1. เข้าถึงร้านค้าพันธมิตรใกล้ๆ ด้วยฟีเจอร์ near me
  2. ดีลแนะนำพิเศษสำหรับลูกค้าในแต่ละสถานะ ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน
  3. ตรวจสอบโควต้าที่ใช้ได้ในแต่ละร้านค้าที่ร่วมรายการแบบเรียลไทม์

แบ่งฐานลูกค้า dtac Reward 4 กลุ่มหลัก

dtac มีฐานลูกค้ารวม 20.4 ล้านรายทั้งในระบบรายเดือนและระบบเติมเงิน ได้รับสิทธิพิเศษแตกต่างกัน 4 กลุ่ม ขึ้นกับอายุการใช้งานและยอดค่าบริการเฉลี่ย คำนวณย้อนหลัง 6 เดือน ดังนี้

  1. Welcome Member กลุ่มลูกค้าใหม่หรือลูกค้าที่ใช้บริการต่ำกว่า 150 บาทต่อเดือน หรือใช้บริการนานน้อยกว่า 3 ปี
  2. Silver Member ใช้บริการตั้งแต่ 150 บาทต่อเดือนขึ้นไป หรือใช้บริการนานกว่า 3 ปี กลุ่มนี้จะได้รับสิทธิพิเศษหรือส่วนลดมากขึ้น
  3. Gold Member ใช้บริการ 300-800 บาทและใช้บริการนานอย่างน้อย 6 เดือน
  4. Platinum Blue Member ใช้บริการตั้งแต่ 1,000 บาทต่อเดือนขึ้นไปและใช้บริการมานานกว่า 10 ปี

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

“ขยายความยิ่งใหญ่-เคลียร์เงินกู้” คือพันธกิจหลักในการ IPO ของ Central Retail

Brand Inside - 17 January 2020 - 17:11

IPO ของ Central Retail หรือ CRC นั้นเขย่าวงการค้าปลีกประเทศไทย และระดับโลก ซึ่งการระดมทุนกว่า 70,000 ล้านบาทนี้จะถูกเอาไปใช้กับอะไรบ้าง จะมีการซื้อค้าปลีกที่เพิ่งประกาศขายหรือไม่ ลองมาติดตามกัน

CRCญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น ขยายความยิ่งใหญ่คือเรื่องแรก

เบื้องต้นการระดมทุนด้วยการเสนอขายหุ้น IPO จำนวนรวมไม่เกิน 1,860.1 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่าราว 74,404 – 79,984 ล้านบาท (ประมาณ 40-43 บาท/หุ้น) ทาง CRC จะนำมาขยายอาณาจักรค้าปลีกของตัวเองให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม แม้ปัจจุบันจะใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเป็นเบอร์ต้นๆ ในภูมิภาคอาเซียน

“ตัวเม็ดเงินมากกว่าครึ่งหนึ่งที่ระดมทุนได้ CRC จะนำไปลงทุนเพื่อขยายสาขาทั้งในไทย และต่างประเทศ รวมถึงการปรับปรุงสาขาเดิมให้ทันสมัย และตรงตามแนวคิดของค้าปลีกประเภทต่างๆ ของ CRC มากขึ้น” ญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น กล่าว

crcภาพรวมธุรกิจของ CRC

ทั้งนี้ CRC ยังปฏิบัติเชิงรุกเกี่ยวกับการสร้างความร่วมมือกับองค์กรธุรกิจที่น่าสนใจ รวมถึงมีแนวทางควบรวมกิจการ (M&A) ตลอดเวลา เพื่อไม่ปิดโอกาสการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต ซึ่งก่อนหน้านี้กลุ่มเซ็นทรัลก็มีการลงทุนใน Grab, การร่วมลงทุนกับ Nguyen Kim ค้าปลีกเครื่องใช้ไฟฟ้าในเวียนาม และอื่นๆ

มี หรือไม่มี Tesco Lotus ก็ยังเดินหน้าตามแผน

จากข่าวลือว่ากลุ่มเซ็นทรัลมีความสนใจเข้าซื้อกิจการ Tesco Lotus ในประเทศไทย และมาเลเซียนั้น “ญนน์” ไม่ได้ยืนยันคำตอบว่าจะซื้อ หรือไม่ซื้อ เพียงแต่กล่าวเป็นประโยคสั้นๆ ว่า “แผนงานทั้งหมดที่ CRC วางไว้หลังจาก IPO จะมี หรือไม่มี Tesco Lotus ก็สามารถเดินหน้าธุรกิจได้”

crc

สำหรับในตลาดต่างประเทศ การทำธุรกิจในเวียดนามของ CRC ผ่าน 2 ธุรกิจหลักคือ GO! (Big C เดิม) และ Nguyen Kim หลังจาก IPO แล้ว การเร่งให้การเติบโตที่นั่นเพิ่มเป็น 2 เท่าภายใน 5 ปีข้างหน้าก็มีความเป็นไปได้ เพราะยังมีโอกาสอีกมาก ยิ่งอุตสาหกรรมค้าปลีกที่นั่นล้าหลังจากประเทศไทยเป็น 10 ปี มันก็ยิ่งต้องตั้งเป้าสูง

ส่วนการทำธุรกิจในอิตาลีผ่านห้างสรรพสินค้า La Rinascente ก็ยังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว และผู้ชื่นชอบสินค้า Luxury อยู่ ดังนั้นเมื่อนำธุรกิจทั้งใน และต่างประเทศมารวมกัน CRC ก็มีรายได้ 2.06 แสนล้านบาทในปี 2561 เติบโตเฉลี่ยปีละ 8.3% ระหว่างปี 2559-2561 ผ่านจุดขาย 3,856 แห่ง ฐานลูกค้าสมาชิก 28.8 ล้านราย

CRC

นำเงินไปชำระคืนเงินกู้สถาบันการเงิน

นอกจากการลงทุนเพื่อขยายอาณาจักรให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิมแล้ว การ IPO ของ CRC ยังมีอีกพันธกิจคือการชำระคืนเงินกู้สถาบันการเงิน แต่ไม่ใช่ส่วนใหญ่ของเงินราว 70,000 ล้านบาทที่ระดมทุนมาได้ ที่สำคัญการทำธุรกิจหลังจากนี้ของ CRC นั้นเน้นไปที่การยืนหยัดธุรกิจด้วยตัวเอง และการเกิดขึ้นของ M&A คือโบนัสมากกว่า

ทั้งนี้การ IPO ของ CRC นั้นมีมูลค่าการซื้อขายสูงที่สุดในตลาดทุนไทยตั้งแต่ก่อตั้ง และสูงที่สุดในบริษัทค้าปลีกทั่วโลกนับตั้งแต่ปี 2550 โดยมูลค่านี้จะทำให้ CRC เข้าไปอยู่ใน SET 50 ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และผู้บริหารของ CRC คาดการณ์ว่าจะติด 15 อันดับแรก

crc

สำหรับผู้ที่สนใจหุ้น CRC สามารถจองซื้อได้ในวันที่ 29,30,31 ม.ค. และ 3 ก.พ. ราคาจริงจะออกภายในวันที่ 5 ก.พ. โดยบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

สรุป

เป็นการก้าวข้ามจากธุรกิจครอบครัว สู่ธุรกิจมหาชนอย่างแท้จริง และการเดินหน้าแบบนี้ส่วนตัวมองว่าจะทำให้กลุ่มเซ็นทรัลยิ่งใหญ่กว่าเดิม เพราะเงินทุนที่เข้ามาจะทำให้การเดินกลยุทธ์ “เงินต่อเงิน” ทำได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และจะต้องมีการควบรวมกิจการหลังจากนี้แน่นอน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

กลุ่มสามารถ ปักธงปี 2020 ลุยธุรกิจด้าน Solution เน้นรายได้ที่ยั่งยืน ตั้งเป้า 20,000 ล้านบาท

Brand Inside - 17 January 2020 - 16:16

“กลุ่มสามารถ” วางเป้ารายได้รวมปี 2020 ไว้ 20,000 ล้านบาท หลังที่ผ่านมาพลิกฟื้นธุรกิจที่ขาดทุนในช่วงก่อนหน้านี้ กลับมาเริ่มมีกำไรปี 2019 พร้อมวางรากฐานธุรกิจใหม่ เน้นธุรกิจ Solution และเทคโนโลยีที่หลากหลาย ที่พร้อมสร้างรายได้ที่มั่นคงและต่อเนื่อง

2019 ปีพลิกฟื้นธุรกิจ

นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.สามารถคอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า “ปี 2019 เป็นปีแห่งการพลิกฟื้นและวางรากฐานธุรกิจใหม่ของกลุ่มสามารถ กลับมาเน้นธุรกิจที่เรามีความเชี่ยวชาญ อาทิด้าน Banking Solutions ที่หลายๆ ธนาคารของรัฐวิสาหกิจ ให้เราทำระบบ Core Banking, โครงการระบบคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปสำหรับธุรกิจหลัก ให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่มีมูลค่าถึงกว่า 5,000 ล้านบาท, โครงการสถานีไฟฟ้าย่อย (Substation) และการนำสายไฟลงดิน หรือ Underground Cable Services ของบริษัท เทด้า ที่มีงานในมือแล้วประมาณ 3,500 ล้านบาท

ส่วนธุรกิจ Digital Trunk Network ที่ติดตั้งเครือข่ายครอบคลุมไปแล้วประมาณ 90% ซึ่งจะเป็นโอกาสในการจำหน่ายเครื่อง Digital Trunk Radio หลักหมื่นเครื่องให้กับหน่วยงานราชการที่มีการเบิกใช้งบได้แล้ว ในส่วนธุรกิจ Cyber Security ได้มีการเปิดตัวบริษัท ซีเคียวอินโฟ อย่างเป็นทางการ โดย IBM ให้เราเป็นพันธมิตรรายแรกและรายเดียวในประเทศไทยในการนำเทคโนโลยี Watson AI มาใช้ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบในการให้บริการ กลุ่มสามารถจึงมีโอกาสสร้างรายได้เพิ่มขึ้น 40 – 50% โดยจะเป็นงานของสายธุรกิจ ICT มากถึง 9,500 ล้านบาท

เน้น 3 ธุรกิจหลัก สร้างรายได้ที่มั่นคง ยั่งยืน

ในปี 2020 กลุ่มสามารถ เล็งเห็นโอกาสในการเติบโตรายได้ที่มาจากนโยบายภาครัฐที่จะก้าวสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) โดยชูกลยุทธ์นำเสนอ โซลูชั่นและเทคโนโลยีที่หลากหลาย หรือ Unlimited Solutions ประกอบด้วย 3 กลุ่มธุรกิจหลักที่สามารถสร้างรายได้ที่มั่นคง ระยะยาว ได้แก่

กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ (High Demand Solutions for Critical Infrastructure)

  • การพัฒนาระบบ Core Banking, Payment Service, Data Center for Banks จากลูกค้าในกลุ่มเป้าหมายทั้งธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารออมสิน ธนาคารเอสเอ็มอี ฯลฯ รวมมูลค่าโครงการประมาณ 4,000 ล้านบาท
  • Airport Solutions จากโครงการระบบตรวจบัตรโดยสารขึ้นเครื่อง และระบบตรวจสอบและคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้า ของ บมจ.ท่าอากาศยานไทย ที่มีมูลค่ารวมกว่า 8,000 ล้านบาท
  • Cyber Security ที่มี พรบ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ 2562 จะบังคับใช้กับหน่วยงานต่าง ๆ กลุ่มลูกค้าเป้าหมายจึงมีทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมมูลค่า 200-300 ล้านบาท
  • Network Solution ที่เกี่ยวข้องกับ Nationwide Fiber Optic, IP Telephony จากกระทรวงมหาดไทย, การรถไฟแห่งประเทศไทย และอื่นๆ รวมมูลค่า 2,000 ล้านบาท

กลุ่มธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ (High Recurring Rev. Projects)

ปี 2020 กลุ่มสามารถคาดว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นเป็น 6,200 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโครงการของสายธุรกิจ ICT อาทิ โครงการกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค บมจ.ท่าอากาศยานไทย ธนาคารและสถาบันการเงิน เป็นต้น มูลค่าโครงการรวมคาดว่าอยู่ที่ 20,000 ล้านบาท

กลุ่มธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตสูง หรือ High Future Growth Business

ปีนี้กลุ่มสามารถจะนำบริษัทในเครือเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในช่วงไตรมาส 2 คือ บริษัท สามารถ เอวิเอชั่น โซลูชั่นส์ หรือ SAV เป็น Holding company โดยเน้นลงทุนในบริษัทที่ประกอบธุรกิจการจราจรทางอากาศ หรือธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการจราจรทางอากาศ โดย SAV ถือสัดส่วนร้อยละ 100.00 ในบริษัท แคมโบเดีย แอร์ ทราฟฟิค เซอร์วิส จำกัด “CATS” เพียงบริษัทเดียว ซึ่งปีที่ผ่านมามีรายได้มากถึง 2,000 ล้านบาท โดยธุรกิจของ CATS เป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำและมีการเติบโตขึ้นทุกปีจากการเติบโตท่องเที่ยวของประเทศกัมพูชาที่มีนักท่องเที่ยว 7 ล้านคนในปีที่ผ่านมา และจำนวนเที่ยวบินที่ขึ้นลงในสนามบินและเที่ยวบินที่บินผ่านน่านฟ้ากัมพูชาที่เพิ่มขึ้น

เศรษฐกิจไม่ดี แต่ไม่ได้กระทบมากนัก

วัฒน์ชัย กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจที่คาดการณ์ว่าชะลอตัว ซึ่งจะส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนรายอื่นๆ แต่กลุ่มสามารถยืนยัน ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากรายได้ของบริษัท 3 ใน 4 เป็นงานจากภาครัฐ และมีการผ่านร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2563 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว การเบิกงบเพื่อลงทุนในระบบ IT ต่างๆ จะเริ่มได้ในเร็ววันนี้ และเราคาดการณ์ว่าในช่วง 3 ปีข้างหน้า หน่วยงานรัฐหลายๆ แห่ง ต้องมีการปรับปรุงระบบ IT ต่างๆ ให้ทันสมัย ดังนั้นเม็ดเงินหลายพันล้านบาท กลุ่มสามารถพร้อมที่จะเข้าร่วมประมูลงานอย่างแน่นอน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

SCB EIC ปรับลด GDP ไทยปีนี้เหลือ 2.7% คาดส่งออกโตเพียงแค่ 0.2% เท่านั้น

Brand Inside - 17 January 2020 - 16:06

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (EIC) ได้ปรับประมาณการตัวเลข GDP ไทยปี 2020 เติบโตเพียง 2.7% และคาดว่าส่งออกของไทยปีนี้จะโตแค่ 0.2% เท่านั้น

Bangkok Thailand กรุงเทพภาพจาก Shutterstock

SCB EIC คาดเศรษฐกิจไทยปี 2563 เติบโตที่ 2.7% จากเดิมที่ 2.8% โดยเศรษฐกิจไทยปีนี้ฟื้นตัวเล็กน้อยจากปีที่ผ่านมา ขณะที่ตัวเลข GDP ของปี 2562 คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวที่ 2.5% ตามภาคส่งออกที่มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากภาวะการค้าโลกที่น่าจะปรับดีขึ้นบ้าง ขณะที่เรื่องของค่าเงินบาทที่แข็งค่ายังเป็นปัจจัยที่กดดันผู้ส่งออกของไทยอยู่

มองภาพรวม

ยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกเริ่มที่จะฟื้นตัวแล้ว รวมไปถึงสถาบันการเงินใหญ่ๆ รวมไปถึง World Bank และ IMF มองว่าฟื้นตัวช้าๆ อย่างไรก็ดีเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศพัฒนาปีนี้น่าจะชะลอลง

ขณะที่อัตราการว่างงานลดลงเรื่อยๆ ขณะที่ Sentiment มีทั้งข้อดีข้อเสียปนๆ กัน CEO ยังกังวล 2 เรื่องใหญ่ๆ คือ เรื่องสงครามการค้ากับ Geopolitics

สำหรับเศรษฐกิจจีนปีนี้น่าจะต่ำกว่า 6% ซึ่งโตต่ำสุดตั้งแต่ปี 1990 ผลจากนโยบายจีนเองและสงครามการค้า แต่ขณะที่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (EM) ปีนี้จะโตมาจาก ลาตินอเมริกา รวมไปถึงแอฟริกา ซึ่งเติบโตเพราะปีที่ผ่านมามีปัญหา แต่ไทยไม่ได้ประโยชน์เท่าไหร่เพราะเราไม่ได้ค้าขายกับกลุ่มนี้มากนัก

มองเศรษฐกิจไทยปีนี้

โดย EIC มองว่า ภาคส่งออกที่มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ดี ค่าเงินบาทที่แข็งค่าสะสมกว่า 24% เมื่อเทียบกับคู่ค้าคู่แข่งในช่วง 6 ปีที่ผ่านมาและยังมีแนวโน้มทรงตัวในระดับแข็งค่าต่อเนื่อง จะยังเป็นปัจจัยกดดันต่อรายได้ผู้ส่งออกในรูปเงินบาทและความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าส่งออกไทย

ยรรยง ยังได้กล่าวว่า “คาดว่าส่งออกปีนี้น่าจะอยู่ 0.2% และน่าจะโตครึ่งหลังของปีนี้ เพราะคู่ค้าใหญ่ๆ ของไทย เศรษฐกิจพึ่งจะฟื้นตัว” ขณะที่รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติผ่านการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวที่ชะลอตัวลง นอกจากนั้นแม้จำนวนนักท่องเที่ยวจะยังขยายตัวได้แต่ก็เติบโตในอัตราที่ชะลอลงเช่นกัน

สำหรับภาคการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนยังมีทิศทางชะลอตัวต่อเนื่องจากปัจจัยกดดันหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นการลดลงของการจ้างงานโดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดต่ำต่อเนื่อง รายได้นอกภาคเกษตรที่เริ่มหดตัว ส่วนรายได้ภาคเกษตรก็มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง รวมถึงหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ล้วนส่งผลกระทบต่อการจับจ่ายใช้สอยของครัวเรือนโดยเฉพาะในหมวดสินค้าคงทนในระยะต่อไป

ด้านการลงทุนภาคเอกชน นอกจากจะมีแนวโน้มชะลอลงตามกำลังซื้อในประเทศแล้ว อัตราการใช้กำลังการผลิตยังอยู่ในระดับต่ำ และระดับสินค้าคงคลังภาคอุตสาหกรรมที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลต่อการชะลอตัวของการลงทุนภาคเอกชนในระยะข้างหน้า

ปีนี้จะได้เห็นการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาล

ภาครัฐจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการประคับประคองเศรษฐกิจปี 2563 ทั้งในรูปแบบการกระตุ้นเศรษฐกิจและดูแลกลุ่มเปราะบางระยะสั้น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการกำหนดแนวนโยบายเศรษฐกิจที่สนับสนุนการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน โดยเฉพาะการเปิดประมูลโครงการ 5G ที่จะผลักดันให้เกิดการลงทุนภาคโทรคมนาคมและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ประกอบกับการจัดทำงบประมาณที่ล่าช้าจากเมื่อปลายปี 2562 จึงทำให้หลายโครงการมีการเลื่อนเบิกจ่ายมาในปี 2563

นอกจากนี้ยังรวมไปถึแนวนโยบายการเงินและการคลังของหลายประเทศทั่วโลกที่มีทิศทางผ่อนคลายเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจทำให้ SCB EIC คาดว่า GDP ของไทยจะเติบโตที่ 2.7% ในปีนี้ ซึ่งต่ำกว่าศักยภาพของไทยที่ควรจะเป็นที่ 3.5%

อย่างไรก็ดีสิ่งที่ ยรรยง กังวลคือเรื่องของ เศรษฐกิจไทยยังไม่ถึงจุดต่ำสุดๆ เพราะตัวเลขทางเศรษฐกิจไทยเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาหลายๆ ตัวยังลดลงอยู่ ซึ่งได้ภาครัฐยังช่วยไว้ได้อยู่

ขณะที่ค่าเงินบาทได้คาดไว้ที่ประมาณ 29.5 ถึง 30.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยปีนี้

สำหรับความเสี่ยงหลักของเศรษฐกิจไทยปี 2563 มี 3 ปัจจัย ที่ EIC มองไว้ ได้แก่

  1. ความไม่แน่นอนของสงครามการค้า ความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ และความเปราะบางทางการเงินของภาคครัวเรือนและธุรกิจ ด้านสงครามการค้า แม้ล่าสุดจะมีข้อตกลงการค้าระยะแรกระหว่างสหรัฐฯ และจีน แต่นโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ยังมีความไม่แน่นอนสูงและอาจกระทบต่อการค้าโลกได้ อาทิ การเจรจากับจีนในระยะต่อไป การตอบโต้ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับสหภาพยุโรป และการพิจารณาของสหรัฐฯ ในการตัดสิทธิ GSP ของหลายประเทศ
  2. ความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical risks) โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ การประท้วงที่ยืดเยื้อในฮ่องกง และประเด็น Brexit ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
  3. ความเปราะบางทางการเงินของภาคครัวเรือนและธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีหนี้ในระดับสูงและการสร้างรายได้ถูกกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี (Technology Disruption) และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ของฟรีไม่มีในโลก! WeChat แอปฯ จีนทดลองทำ Subscription จากนี้ไปคนอ่านต้องจ่ายเงิน

Brand Inside - 17 January 2020 - 00:08

จีนยังไม่หยุดพัฒนาต่อ ล่าสุด แอปฯ ที่ “เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว” อย่าง WeChat เริ่มนำรูปแบบการใช้งานแบบจ่ายเงินอย่าง subscription มาใช้กับแล้ว ทำให้ผู้ผลิต content สามารถหาเงินจากคอนเทนต์ออนไลน์ได้ สามารถตั้งราคาได้ตั้งแต่ 15 เซนต์ไปจนถึง 30 ดอลลาร์สหรัฐ 

WeChat ภาพจาก แอปฯ WeChat

WeChat เป็นของ Tencent (มีลักษณะการใช้งานเหมือนแอปฯ LINE) จะให้เวลาทดลอง 3 เดือนแรกยังไม่คิดเงินจากผู้ผลิตเนื้อหา WeChat มีผู้ใช้งานแบบ active จำนวน 1.15 พันล้านคน เป็นโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มที่คนจีนนิยมใช้มาก 

คนอ่านสามารถให้ทิปส์ผู้เขียนคอนเทนต์ที่ตัวเองชอบได้ คนอ่านจะต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นถ้าอยากอ่านคอนเทนต์ที่มีคุณภาพสูงกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการฟังเพลง ดูคลิปวิดีโอ หรือฟังพอดแคสท์

รายงานจาก iResearch ระบุว่า จำนวนคนฟังเพลงใน WeChat นี้เพิ่มขึ้นถึง 15 เท่า หรือประมาณ 38.77 ล้านรายในปี 2018 ถ้าเทียบกับ 5 ปีที่ผ่านมา แต่สำหรับตอนนี้ยอดผู้ใช้งานที่สามารถจ่ายเงินได้ยังอยู่ที่ 6% เท่านั้น 

เทรนด์การ subscription กำลังเป็นที่นิยมในจีน ไม่ว่าจะในรูปแบบของพอดแคสท เว็บไซต์ข่าว ซึ่งก็มีแอปพลิเคชันอย่าง Dedao และ Ximalaya FM ที่ผู้ใช้ยอมจ่ายเงินเพื่อจะฟัง audiobooks (หนังสือเสียง) ซึ่งก็มีหัวข้อที่เกี่ยวกับเบื้องลึกของอุตสาหกรรมต่างๆ บ้างก็เป็นการวางแผนเกี่ยวกับอาชีพการงาน

ตลาดที่ยอมจ่ายเงินเพื่อความรู้เติบโตอย่างมาก ปี 2017 มีมูลค่ามากถึง 4.9 พันล้านหยวน หรือประมาณ 2.1 หมื่นล้านบาท คาดว่า ปี 2020 จะมีมูลค่ามากถึง 2.35 หมื่นล้านหยวน หรือประมาณ 1.03 แสนล้านบาท 

Zhang Dingding อดีตหัวหน้าฝ่ายวิจัยสถาบัน Sootoo กล่าวว่า ผู้อ่านยินดีที่จะจ่ายเงินให้กับนักเขียนที่พวกเขาเชื่อถือ การทำ paywall หรือ การจำกัดการเข้าถึงเนื้อหาออนไลน์เพื่อให้ผู้อ่านยินยอมจ่ายเงินของ Tencent ส่งเสริมให้ผู้ผลิตคอนเทนต์พยายามที่จะผลิตคอนเทนต์ของตัวเองออกมาได้อย่างต่อเนื่อง  

ที่มา – South China Morning Post 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

อาจารย์ด้าน AI ญี่ปุ่นถูกไล่ออก หลังเหยียดคนจีนว่า “ความสามารถแย่ เป็นแค่พลเมืองชั้นต่ำ”

Brand Inside - 16 January 2020 - 21:40

มหาวิทยาลัยโตเกียวปลดอาจารย์ Shohei Ohsawa (โชเฮ โอซาวา) ที่สอนด้าน AI ออก หลังทวีตข้อความเหยียดคนจีน จนกลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา 

Ohsawa อาจารย์หนุ่มวัย 32 ปีทำบริษัทด้าน AI และ blockchain ทวีตข้อความช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมที่ผ่านมาว่า “บริษัทเขาจะไม่จ้างคนจีน” “บริษัทผมจะไม่สัมภาษณ์คนจีน ถ้าเห็นใบสมัครชาวจีนมา เราจะคัดออกเลย เพราะว่าคนจีนศักยภาพต่ำ สมควรแล้วที่จะถูกเหยียดภายใต้ระบบทุนนิยมนี้” 

แค่นั้นยังไม่พอ ยังทวีตต่ออีกว่า “คนจีนเป็นพลเมืองชั้นล่าง เป็นพวกที่ไม่เข้าใจคนญี่ปุ่นเอาซะเลย” 

ภาพจากทวิตเตอร์ Shohei Ohsawa

มหาวิทยาลัยโตเกียววิจารณ์ว่า การกระทำของ Ohsawa เป็นสิ่งที่ผิดวินัย จากนั้นก็ลบข้อมูลของเขาออกจากเว็บไซต์มหาวิทยาลัย Ohsawa โต้กลับว่า สิ่งที่มหาวิทยาลัยทำนั้นไม่ยุติธรรมสำหรับเขา จากนั้นเขาก็ลบข้อความทิ้งและโพสต์ข้อความขอโทษสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น 

ปลายเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว Asia Times พูดถึงประเด็นนี้ว่า Shohei Ohsawa ทวีตข้อความว่าบริษัท Daisy จะไม่จ้างคนจีนทำงาน และถ้ามีชาวจีนสมัครเข้ามา เขาก็จะไม่สัมภาษณ์เลยถ้ารู้ว่าเขาหรือเธอที่มาสมัครนั้นเป็นคนจีน ซึ่งมหาวิทยาลัยก็แถลงว่าการกระทำของเขาไม่เหมาะสม และทางมหาวิทยาลัยจะไม่ปล่อยให้คนของมหาวิทยาลัยเหยียดหยามผู้อื่นเช่นนี้อีก 

จีนภาพจาก Shutterstock

เนื้อหาใน Asia Times ระบุว่า ช่วงเวลาที่ Ohsawa ทวีตข้อความเป็นช่วงเวลาสำคัญที่จีนกำลังถูกกล่าวหาจากสหรัฐอเมริกาเรื่องการขโมยเทคโนโลยีไปให้ Huawei พอดี บางคนก็ถูกใจกับข้อความของ Ohsawa เนื่องจากต่อต้านจีนเช่นกัน บ้างก็มองว่าทำให้คนญี่ปุ่นมีความเสี่ยงมากขึ้นหากคิดจะไปทำงานในจีน 

ข้อความที่มหาวิทยาลัยโตเกียวแถลงว่า Ohsawa ใช้ข้อความไม่เหมาะสม และได้มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อสอบสวนเรื่องนี้แล้ว

ภาพจาก มหาวิทยาลัยโตเกียว

ที่มา – South China Morning Post, The University of Tokyo, Asia Times 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ตลาดหุ้นไทยกำลังจะเสียแชมป์ตลาดหุ้นใหญ่สุดในอาเซียนให้กับอินโดนีเซีย

Brand Inside - 16 January 2020 - 21:14

ตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซียกำลังจะมีมูลค่าแซงหน้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแล้ว หลังจากก่อนหน้านี้ในปีที่ผ่านมาได้แซงหน้าไทยเป็นระยะสั้นๆ ก่อนที่จะกลับมาอีกครั้ง

Indonesia Stock Exchange IDX ตลาดหุ้น อินโดนีเซียภาพจาก Shutterstock

สำนักข่าว Bloomberg ได้รายงานว่า ตลาดหลักทรัพย์ของอินโดนีเซียล่าสุดนั้นกำลังจะมีมูลค่าตลาดแซงหน้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ด้วยมูลค่าราวๆ 16 ล้านล้านบาท ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเสียแชมป์ตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนไปทันที โดยก่อนหน้านี้ตลาดหลักทรัพย์ของอินโดนีเซียเคยแซงหน้าไทยไปแล้วในปีที่ผ่านมาเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ

สำหรับหุ้นที่มีขนาดใหญ่สุดในตลาดหุ้นของอินโดนีเซียนั้นคือ Bank Central Asia ซึ่งมีมูลค่าตลาดราวๆ 1.8 ล้านล้านบาท ใหญ่กว่า บมจ. ปตท. ซึ่งมีมูลค่าตลาดราวๆ 1.3 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นบริษัทใหญ่ที่สุดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอย่างมาก และใหญ่กว่า DBS ซึ่งเป็นธนาคารของสิงคโปร์ที่มีมูลค่าตลาดราวๆ 1.5  ล้านล้านบาทด้วยซ้ำ

Vincent Mortier รองหัวหน้าฝ่ายการลงทุนของ Amundi Asset Management ได้ให้ความเห็นว่าเขาได้ลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทยลง เพราะว่าเศรษฐกิจของไทยอ่อนแออย่างมาก

สำหรับผลตอบแทนรวมของดัชนี MSCI ของไทยในรอบ 1 ปีที่ผ่านมานั้นอยู่ที่ 4.35% ขณะที่อินโดนีเซียอยู่ที่ 6.36%

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Mozilla เตรียมปลดพนักงาน 70 ตำแหน่ง เหตุเพราะต้องการลดต้นทุนบริษัท

Brand Inside - 16 January 2020 - 18:05

ปลดคน ลดต้นทุนบริษัท

Mozilla

หลังจากที่ Mozilla พลาดเป้ารายได้ไปหลายส่วนในปี 2019 และรวมถึงมีหลายโครงการที่ไม่สามารถทำให้สำเร็จในเวลาที่คาดหวัง

ล่าสุด ทางบริษัทจึงเตรียมปลดพนักงานกว่า 70 ตำแหน่ง (ปัจจุบัน Mozilla มีพนักงานประมาณ 1,000 คน)

การปลดพนักงานในครั้งนี้เป็นไปเพื่อลดต้นทุนของบริษัท โดย Mozilla คาดว่าจะต้องทุ่มเงินอีกกว่า 43 ล้านดอลลาร์เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาด

Mozilla ระบุว่า พนักงานที่ถูกปลดออกในครั้งนี้ จะได้รับเงินค่าชดเชยอย่างดี (generous exit packages) รวมถึงจะส่งความช่วยเหลือด้านต่างๆ ตามไปด้วย

Mitchell Baker ซีอีโอของ Mozilla บอกว่า “การปลดพนักงานครั้งนี้เป็นเรื่องยาก และเราไม่สบายใจอย่างยิ่งที่มันจะส่งผลกระทบไปยังเพื่อนร่วมงานของเรา แต่อย่างไรก็ดี เรามีความรับผิดชอบในการปรับปรุงและพัฒนาอินเทอร์เน็ตด้วยการลงทุนในนวัตกรรม ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องทำงานภายใต้ข้อจำกัดทางด้านทรัพยากร”

ที่มา – Techcrunch

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Honda และ Isuzu จับมือกันพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า Fuel Cell สำหรับกลุ่มรถบรรทุกโดยเฉพาะ

Brand Inside - 16 January 2020 - 17:15

แม้ค่ายผู้ผลิตรถยนต์ทั่วโลกจะเน้นพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าล้วน หรือ Battery Electric Vehicle (BEV) แต่รถยนต์ไฟฟ้า Fuel Cell ก็ยังเป็นที่สนใจ ล่าสุด Honda กับ Isuzu ก็ร่วมมือกันพัฒนา Fuel Cell สำหรับรถบรรทุกแล้ว

isuzu honda

ใช้งานได้สะดวกกว่ารถยนต์ไฟฟ้าล้วน

กลายเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมรถยนต์ เพราะ Isuzu ยักษ์ใหญ่ด้านรถกระบะ และรถบรรทุก จับมือกับ Honda อีกค่ายอันดับต้นๆ ของญี่ปุ่น เพื่อพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า Fuel Cell โดย Isuzu นั้นอยากยกระดับการทำตลาดรถบรรทุก ส่วน Honda ก็อยากนำเทคโนโลยี Fuel Cell ให้ไปไกลกว่ารถยนต์นั่งส่วนบุคคล

สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ Isuzu และ Honda จะพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า Fuel Cell และเปิดตัวรุ่นต้นแบบได้ภายใน 2 ปีจากนี้ รวมถึงจะนำรถยนต์ไฟฟ้าดังกล่าวทดสอบบนถนนจริงด้วย แต่ถึงอย่างไรเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า Fuel Cell ที่ทั้งสองค่ายร่วมกันพัฒนานั้นจะถูกใช้ในรถบรรทุกเพื่อการพาณิชย์เท่านั้น

ทั้งนี้ในอุตสาหกรรมมองว่า รถยนต์ไฟฟ้า Fuel Cell นั้นใช้ปฏิกิริยาทางเคมีระหว่างไฮโดรเจน และออกซิเจนมาสร้างกระแสไฟฟ้า และปล่อยของเสียออกมาเป็นน้ำเปล่า เหมาะสมกว่ารถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่อย่างเดียว เพราะมันสามารถวิ่งได้ไกลกว่า และใช้เวลาไม่นานในการเติมไฮโดรเจน คล้ายกับการเติมน้ำมันเพื่อเดินทาง

ปัจจุบัน Honda มีการทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า Fuel Cell ในชื่อรุ่น Clarity แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จนัก เช่นเดียวกับ Toyota ที่ทำตลาดรุ่น Mirai และยังมียอดขายค่อนข้างน้อย เนื่องจากสถานีเติมไฮโดรเจนมีน้อย แต่เพื่อขยายตลาด Fuel Cell ทาง Toyota จึงเซ็นสัญญากับค่ายผู้ผลิตรถยนต์ที่นั่นเพื่อผลิตชิ้นส่วน Fuel Cell ต่างๆ ให้

สรุป

การทำตลาด Fuel Cell ส่วนตัวเชื่อว่าประสบความสำเร็จยาก เพราะปัจจุบันอุตสาหกรรมรถยนต์นั้นเดินหน้าไปที่รถยนต์ไฟฟ้าล้วนกันเกือบทุกราย และการจะไปจูงใจให้เกิดสถานีเติมไฮโดรเจนก็ไม่ใช่เรื่องง่ายถ้าจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าแบบนี้มีไม่มากพอ ก็คงต้องดูกันต่อไปว่าความร่วมมือระหว่าง Isuzu และ Honda จะเดินต่อไปอย่างไร

อ้างอิง // Japan Times

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ดีแทคประกาศ แต่งตั้ง ชารัด เมห์โรทรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท คนใหม่

Brand Inside - 16 January 2020 - 17:13

คณะกรรมการของบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ได้ประกาศแต่งตั้ง ชารัด เมห์โรทรา ให้ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของดีแทค ซึ่งปัจจุบัน นายชารัด ยังดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของเทเลนอร์ เมียนมาร์ ทั้งนี้ นายชารัดจะรับตำแหน่งสืบต่อจากนางอเล็กซานดรา ไรช์ ซึ่งตัดสินใจที่จะมองหาโอกาสที่ท้าทายใหม่ต่อไป

บุญชัย เบญจรงคกุล ประธานกรรมการ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า “ผมมีความยินดีที่คุณชารัด จะเข้ามารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ท่านใหม่ของดีแทค คุณชารัดเองคร่ำหวอดอยู่ในแวดวงธุรกิจ และอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในหลายตลาด ที่มีการแข่งขันสูง ผมเชื่อเหลือเกินว่า คุณชารัดจะสามารถนำเอาความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ที่มีมา นำพาดีแทคและสร้างสรรค์บริการที่ดีที่สุดเพื่อลูกค้า ผมจะให้การสนับสนุนคุณชารัดและคณะผู้บริหารของดีแทคทุกท่านอย่างเต็มที่ เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจและสร้างผลประกอบการที่ขณะนี้ กำลังดำเนินไปได้ด้วยดี ให้ยิ่งเติบโตและแข็งแกร่งต่อไป”

ชารัดร่วมงานกับเทเลนอร์ตั้งแต่ปี พ..2551 โดยรับตำแหน่งสำคัญในระดับบริหารในหลายประเทศทั่วเอเชีย ซึ่งรวมถึงการดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเทเลนอร์อินเดีย และตำแหน่งปัจจุบัน เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของเทเลนอร์เมียนมาร์ นอกจากนี้ นายชารัดยังเคยดูแลสายงานด้านการกระจายสินค้าในตลาดทั่วเอเชียและพำนักอยู่ในประเทศไทย ก่อนที่นายชารัดจะมาร่วมงานกับเทเลนอร์ นายชารัดเคยดำรงตำแหน่งสำคัญในบริษัทอีริคสัน แอร์เซล บีพีแอลเทเลคอมในอินเดียอีกด้วย 

ชารัด กล่าวว่า “ผมรู้สึกตื่นเต้นที่ได้กลับมาทำงานในประเทศไทยอีกครั้ง และได้ร่วมงานกับทีมงานของดีแทคที่ให้คำมั่นสัญญาไว้ว่า จะไม่หยุดที่จะพัฒนาบริการและคุณภาพเครือข่ายให้กับลูกค้าของเรา ผมตระหนักดีครับว่า นี่เป็นช่วงเวลาที่สำคัญยิ่งที่ดีแทคจะต้องมีส่วนร่วมในการผลักดันเป้าประสงค์ของเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศไทย และผมมีความมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามนี้ในการช่วยให้ลูกค้าเชื่อมต่อกับสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของพวกเขา”

ชารัดจบการศึกษาด้านวิศวกรรมไฟฟ้าในระดับปริญญาตรีจาก Pune University และปริญญาโทในสาขาการจัดการด้านการตลาด และเพื่อเป็นการขอบคุณในความมุ่งมั่น ทุ่มเท เพื่อนำพาดีแทคในช่วงเวลาที่ผ่านมา นายบุญชัยได้กล่าวถึงคุณอเล็กซานดราว่า “คุณอเล็กซานดราได้ให้คำมั่นสัญญาจากใจไว้ว่า จะไม่หยุดทำสิ่งที่ถูกต้องและดีที่สุดให้กับลูกค้าของเรา และช่วยนำพาดีแทคในช่วงการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญท่ามกลางการแข่งขันทางการตลาดที่ท้าทาย ในนามของคณะกรรมการบริษัท ผมขอขอบคุณคุณอเล็กซานดรา สำหรับความสำเร็จที่สะท้อนผ่านผลการดำเนินงานด้านการเงิน พัฒนาการของราคาหุ้น และเสียงชื่นชมที่ลูกค้า พนักงาน และหน่วยงานองค์กร ต่างมีให้กับดีแทค ผมมั่นใจครับว่า เรามีพื้นฐานที่มั่นคงที่จะส่งเสริมให้เกิดการเติบโตของดีแทคอย่างยั่งยืนต่อไป”

อเล็กซานดรา ไรช์ กล่าวว่า “ดิฉันอำลาดีแทคไปด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจในทุกสิ่งที่พวกเราได้ทำร่วมกันจนบรรลุเป้าหมายสำคัญ ในช่วงหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมา พวกเราสามารถบริหารจัดการช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญจากระบบสัญญาสัมปทาน ไปสู่ระบบใบอนุญาตในการบริหารคลื่นความถี่ นอกจากนี้ พวกเรายังรวมใจเป็นหนึ่งในการสร้างดีแทคให้กลับมาแข็งแกร่งขึ้นอีกครั้ง วันนี้ ธุรกิจดีแทคกำลังดำเนินไปในแนวทางที่ถูกต้องและพร้อมที่จะเติบโตต่อไปในอนาคต ด้วยอุดมการณ์ที่ยึดมั่นในผลประโยชน์ของลูกค้าและความมุ่งมั่นในการพัฒนาประสบการณ์ด้านเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง การได้ร่วมงานกับทีมดีแทคและหน่วยงานองค์กรต่างๆ ในประเทศไทย จึงเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมของดิฉัน และดิฉันเองก็มีความรู้สึกดีกับช่วงเวลาที่ได้ทำงานในประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่สวยงาม ต่อจากนี้ ดิฉันคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่ดิฉันจะมองหาและเรียนรู้เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ๆ ต่อไป”

ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้เป็นต้นไป

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ไปไม่รอด! Bose สั่งปิดหน้าร้าน 119 แห่ง เตรียมลอยแพพนักงานนับร้อย

Brand Inside - 16 January 2020 - 16:44

อยู่ไม่ไหว..Bose เตรียมปิดหน้าร้าน 119 แห่งทั่วโลก ทั้งในอเมริกาเหนือ ยุโรป ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น หันมาเน้นขายออนไลน์มากขึ้น

ภาพจาก Shutterstock

Bose ถือเป็นแบรนด์อันดับต้นๆ ในการผลิตเครื่องเสียงและลำโพงที่มีเสียงดีไม่แพ้ใคร สินค้าของ Bose ไม่ว่าจะเป็นหูฟังตัดเสียงรบกวน ระบบเสียงทั้งในบ้าน ในรถ ถือเป็นเบอร์หนึ่งสำหรับคนที่ชอบฟังเพลงหลายๆ คน ล่าสุด CBS รายงานว่า Bose เตรียมปิดหน้าร้าน 119 แห่งในอเมริกาเหนือ ยุโรป ญี่ปุ่น และออสเตรเลียในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้

Bose ก่อตั้งขึ้นในปี 1964 โดย ดร. Amar G. Bose ซึ่งเป็นอาจารย์ด้านวิศวกรรมไฟฟ้าจากมหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์ (M.I.T) เปิดตัวหน้าร้านครั้งแรกที่อเมริกาในปี 1993

Colette Burke รองประธานฝ่ายการขายต่างประเทศ ระบุว่า ปัจจุบันยุคสมัยเปลี่ยนไป คนสั่งซื้อออนไลน์มากขึ้น ที่เรามีหน้าร้านขึ้นมาก็เพื่อให้ลูกค้าได้เสพประสบการณ์จากการใช้งาน Bose จากการได้พูดคุย ได้ทดลองใช้ แต่ตอนนี้ เราต้องเปลี่ยนเป้าหมายเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ซึ่งก็คือการปิดหน้าร้านอย่างที่บริษัทกำลังทำอยู่

Bose ระบุว่า สมาร์ทโฟนนี่แหละที่เป็นตัวเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม

สินค้าของ Bose ภาพจาก Bose

Bose ไม่ได้เปิดเผยตัวเลขที่แน่ชัดว่าจะมีพนักงานที่จะถูกลอยแพจำนวนเท่าไร แต่คาดว่าจะมีกว่าร้อยรายเพราะปิดมากถึง 119 แห่ง ทั้งนี้ Bose ก็มีมาตรการช่วยหางานให้พนักงานพร้อมเงินชดเชยด้วย และที่สำคัญ Bose ไม่ได้ปิดหน้าร้านทั้งหมด ยังเหลืออีก 130 แห่งที่ยังเปิดอยู่ ซึ่งก็มีทั้งในจีน สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ อินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเกาหลี เฉพาะในญี่ปุ่น ปิดหน้าร้านทั้งหมดไปราว 20 แห่งซึ่งมีอยู่ในโตเกียว โอซากา และนาโกยา

Bose ระบุว่า มันเป็นการตัดสินใจที่ยากมาก เพราะมันกระทบต่อทีมงานที่ทำให้ Bose ภูมิใจในจุดที่ตัวเองเป็นอยู่ทุกวันนี้ พวกเขาดูแลลูกค้าทุกคนที่เดินเข้ามาหาเรา พวกเขาช่วยแก้ปัญหา บ้างก็ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ บ้างก็ปล่อยให้ผู้คนได้ฟังเพลงที่ยอดเยี่ยม หลายปีที่ผ่านมา พวกเขาให้บริการได้ตามมาตรฐาน ทุกคนทำงานได้ยอดเยี่ยมมาก ..

เสียงจากคนทางบ้านบางส่วนที่พูดถึง Bose ผ่านทวิตเตอร์

#SignOfTheTimes
This is where I purchased my red #KittyCat speaker I bring with me in playtimes! 😭https://t.co/3M1mQxzppB

— ALadyForGentlemen (@Abagail_OhMY) January 16, 2020

Market trends are definitely changing. People are buying Online now. Music giant BOSE closing its 100+ retail shops in North America, Australia and Japan!#GlobalSlowDown https://t.co/eV1XeEOmUc

— Chakravarty Sulibele (@astitvam) January 16, 2020

これは「BOSEヤバい」みたいな話ではなく、これを見越してBOSE社はここ数年globalで販売の軸足をどんどんオンラインに移行してきていました。ある意味その集大成。流通システムごと凋落する日本の家電メーカーとの戦略の違い。
元AmazonJapan家電部門責任者として感慨深い。https://t.co/3Gft3DlAiW

— Shinichiro Muroyama|室山 真一郎 (@ShinichiroMuro1) January 16, 2020

นี่ถือเป็นการปรับตัวตามโลกของธุรกิจในปัจจุบันเช่นกัน เพราะถ้ายังเปิดหน้าร้านต่อไป แต่ยอดขายหน้าร้านน้อยกว่ายอดขายออนไลน์ การจะจ้างพนักงานไว้ต้อนรับลูกค้า ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าดูแลสถานที่ก็จะหมดเปลืองไปอย่างเปล่าประโยชน์ ก็ต้องดูกันต่อไปว่า Bose จะสู้กับยักษ์ใหญ่อย่าง Apple หรือ Amazon หรือเจ้าอื่นๆต่ออย่างไร เพราะ Bose ก็ยังมีขายอยู่หลายแห่ง ไม่จำเป็นต้องเข้าหน้าร้าน หรือเข้าเว็บออนไลน์ของ Bose อีกต่อไป

ที่มา – CBS, cnet, Yahoo Japan, news.com.au, 9news, Bose

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Google จับมือ AirAsia ออกหลักสูตรพัฒนาคนในองค์กร เสริมทักษะด้านเทคโนโลยีเชิงลึก

Brand Inside - 16 January 2020 - 15:49

ทั้ง Google และ AirAsia ต้องการ upskill ให้กับพนักงาน เพื่ออยู่รอดได้ในโลกการทำงานในอนาคต

พัฒนาทักษะ เพื่อพร้อมทำงานในโลกอนาคต

Google Cloud ร่วมมือกับ AirAsia ส่งหลักสูตรพัฒนาพนักงานในองค์กรที่ชื่อว่า “AirAsia Google Cloud Academy” โดยมีจุดประสงค์ในการพัฒนาทักษะใหม่ๆ ให้กับพนักงานเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับโลกการทำงานในอนาคตที่จะ Disruption แรงขึ้นเรื่อยๆ

วิชาที่จะสอนพนักงานมีตั้งแต่เรื่อง Digital Marketing ไปจนถึงความรู้เชิงลึกสายเทคโนโลยีอย่าง Software Engineering และการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานของเทคโนโลยี (Tech Infrastructure Design)

Tim Synan ผู้บริหารของ Google Cloud ฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บอกว่า หนึ่งในเป้าหมายของโครงการนี้คือการ upskill ให้กับพนักงานของ AirAsia ทั้งในด้านความรู้เรื่องเทคโนโลยีของ Google Cloud ไปจนถึงการพัฒนาทักษะความรู้เชิงลึกในด้านคลาวด์อย่าง Kubernetes, Smart Analytics, Cloud AI และอีกมากมายหลายอย่าง แต่ที่สำคัญคือหากจบหลักสูตรการเรียนจะได้ใบรับรองจาก Google ติดตัวไปด้วย

ส่วน Aireen Omar ประธานของ AirAsia Group ระบุว่า การจัดหลักสูตรนี้ขึ้นมาพัฒนาคนในองค์กรเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะวางรากฐานไปสู่การทำงานในโลกอนาคตซึ่งจะเกิดการเปลี่ยนแปลงของการทำงานขนานใหญ่ และเนื่องจากในอีก 3 ปีหลังจากนี้จะมีหลายตำแหน่งงานที่ไม่จำเป็น แน่นอนว่าจะมีพนักงานที่ต้องตกงาน ดังนั้นโครงการนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญของพนักงานที่จะได้ upskill และ reskill เพื่อพร้อมเข้าสู่โลกการทำงานที่มีเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นตัวขับเคลื่อน

Google กับ AirAsia จับมือร่วมทำงานด้วยกันมาตั้งแต่ปี 2018 แล้ว โดยตอนนั้นนำเอา Machine Learning ของ Google เข้ามาใช้งานเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพด้านดิจิทัลของ AirAsia

อย่างไรก็ตาม แนวทางการพัฒนาคนในองค์กรของหลายบริษัทระดับโลกเริ่มมีมาให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น กลยุทธ์พัฒนาคนของ PwC: เปิดโปรแกรมเทรนพนักงาน ใครเข้าร่วม บริษัทการันตีไม่มีคำว่า “ตกงาน” หรือ ในยุคที่ภาคการเงินเสี่ยงตกงาน UOB ออกโปรแกรมพัฒนาพนักงานในองค์กร เรียนไปจะได้ไม่ตกงาน

ที่มา – CNBC, Nikkei Asian Review

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ผู้บริหารของ Big C เผย สนใจซื้อ เทสโก้ โลตัส มองต่อยอดค้าปลีก

Brand Inside - 16 January 2020 - 15:09

ผู้บริหารของ Big C ได้กล่าวว่าสนใจที่จะซื้อกิจการของ เทสโก้ โลตัส เพื่อที่จะต่อยอดธุรกิจค้าปลีกเพิ่มเติมจากเดิม และได้ยื่นข้อเสนอในการซื้อกิจการแล้ว

Tesco Lotus เทสโก้ โลตัสภาพจาก Shutterstock

เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจ ได้รายงานว่า อัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) และประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (Big C) ได้กล่าวว่า ทางบริษัทมีความสนใจที่จะซื้อกิจการของ เทสโก้ โลตัส ในประเทศไทย โดยได้ยื่นความจำนงค์เพื่อเข้าประมูลกิจการกิจการดังกล่าวแล้ว

สำหรับเหตุผลที่ทางผู้บริหารของ Big C มองไว้คือ “เพื่อนำมาต่อยอดกิจการในกลุ่มค้าปลีกของบริษัทในเครือให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น” ปัจจุบันทาง BJC มีกิจการค้าปลีกในไทยคือ Big C รวมไปถึงกิจการค้าปลีกในประเทศเวียดนามอย่าง B’s Mart ขณะเดียวกันเอง BJC ยังเป็น ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น กระดาษชำระ Cellox จนไปถึงสบู่ตรานกแก้ว ฯลฯ

ขณะที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ BJC ซึ่งคือกลุ่ม TCC ของเจ้าสัว เจริญ สิริวัฒนภักดี นั้นมีกิจการของธุรกิจ Cash & Carry ที่ซื้อกิจการต่อจาก Metro ในปี 2016 มูลค่ากว่า 876 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่ในตอนต้นนั้นจะให้ BJC เป็นผู้ซื้อกิจการในตอนต้น แต่ในการประชุมผู้ถือหุ้นนั้นกลุ่มผู้ถือหุ้นไม่อนุมัติ จนกลายเป็นว่า TCC ได้ซื้อกิจการแทน

อย่างไรก็ดีทาง BBC ได้รายงานว่า ไม่ว่าใครจะได้เป็นเจ้าของกิจการ Tesco ในประเทศไทยไป แต่ก็มีความเสี่ยงจากหน่วยงานกำกับดูแล เนื่องจากมองว่า ไม่ว่ากลุ่ม CP หรือจาก BJC และ TCC รวมไปถึงกลุ่ม Central ได้กิจการไปก็อาจเข้าข่ายผูกขาด

Note: เพิ่มเติมข้อมูลธุรกิจ Cash & Carry และแก้ไขความถูกต้องของ B’s Mart 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Toyota เตรียมเปิดตัว Land Cruiser รุ่นใหม่ ทวงบัลลังก์ SUV ขนาดใหญ่ปีนี้

Brand Inside - 16 January 2020 - 14:39

หากย้อนไปเมื่อ 20 ปีก่อน การจะซื้อรถยนต์ SUV ขนาดใหญ่ได้ก็มีแต่รถแบรนด์ญี่ปุ่นให้เลือก หนึ่งในนั้นคือ Land Cruiser ของ Toyota และถึงรถยนต์รุ่นนี้จะหายไปนาน ล่าสุด Toyota ก็เตรียมปัดฝุ่นมันให้ฟื้นกลับมาใหม่แล้ว

Toyota Land CruiserToyota Land Cruiser โฉมปัจจุบัน Land Cruiser กับเครื่องยนต์ Hybrid

ปัจจุบันรถยนต์แบบ SUV เป็นที่นิยมในตลาดมาก เพราะด้วยความเอนกประสงค์ตามชื่อ ทำให้ซื้อมาครั้งเดียวแล้วใช้ค่อนข้างคุ้ม แต่ Toyota เหมือนจะหลุดจากวงโคจรนี้ไปบ้าง โดยเฉพาะในตลาด SUV ขนาดใหญ่ที่ก่อนหน้านี้มีรุ่น Land Cruiser เป็นรุ่นเรือธง เพราะรุ่นนี้ใช้โฉมเมื่อปี 2008 ทำตลาดถึงตอนนี้

อย่างไรก็ตามด้วย SUV บูมขนาดนี้ และ Toyota ก็เพิ่งส่ง SUV ขนาดกลางโฉมใหม่กับรุ่น Highlander ออกมา ในที่สุดก็เริ่มมีข่าวหลุดออกมาแล้วว่ารุ่น Land Cruiser จะถูกปรับโฉมใหม่เสียที โดยครั้งนี้จะมากับเครื่องยนต์ Hybrid และติดตั้งเทคโนโลยีใหม่ๆ ของ Toyota มาเต็มรูปแบบ

สำหรับ Land Cruiser รุ่นใหม่นั้นจะเปิดตัวในปีนี้ คาดว่าจะอยู่ในช่วงไตรมาส 2 สิ่งใหม่ๆ คือเครื่องยนต์ Hybrid  4.6 ลิตร V6 ให้พละกำลังสูงสุด 313 แรงม้า และแรงบิด 460 นิวตันเมตร แทนที่เครื่องยนต์ V8 ความจุ 4.6 ลิตร มาพร้อมเกียร์ CVT แทนที่เกียร์ 6 สปีด และติดตั้งระบบขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา

ส่วนการออกแบบนั้น Land Cruiser โฉมใหม่จะใช้โครงสร้างแบบ TNGA และมีการออกแบบที่โฉบเฉี่ยวมากขึ้น ส่วนภายในจะมาพร้อมกับการจัดวางเบาะ 5 และ 8 ที่นั่ง แบ่งเป็นเบาะแบบ 2 กับ 3 แถวตามลำดับ ด้านระบบความปลอดภัยก็ยังติดตั้งมาเต็มรูปแบบสมความเป็น SUV รุ่นสูงสุดเช่นเดิม

สรุป

ในที่สุด Land Cruiser โฉมใหม่ก็เปิดตัวเสียที และส่วนตัวเชื่อว่าหลายคนน่าจะรอรุ่นนี้กันอยู่ เพราะมันเป็น SUV ในตำนานที่หลายคนต้องมีกัน ดังนั้นหากมีการเปิดตัวรุ่นใหม่นี้ขึ้นจริงๆ ฝั่งคู่แข่ง โดยเฉพาะแบรนด์ยุโรปต้องมีกุมขมับกันบ้าง เพราะสร้างความแตกต่างอย่างไรให้กับ SUV ของตัวเองเมื่อเทียบกับสายลุยรุ่นใหม่ของ Toyota

อ้างอิง // Motor 1

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ชื่นมื่น สหรัฐ-จีน เซ็นข้อตกลงการค้าฉบับแรกแล้ว

Brand Inside - 16 January 2020 - 11:06

สหรัฐและจีนเซ็นข้อตกลงทางการค้าฉบับแรกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ลดความตึงเครียดของการค้าและเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศที่สร้างผลกระทบไปทั่วโลก

Donald Trump Liu He Trade Deal Phase 1 ทรัมป์ ข้อตกลงทางการค้าภาพจาก The White House

สหรัฐและจีนได้มีการเซ็นข้อตกลงทางการค้าฉบับแรกเป็นที่เรียบร้อย เพื่อที่จะลดปัญหาทางด้านการค้าระหว่าง 2 มหาอำนาจที่ได้สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกมาเป็นระยะเวลาถึง 1 ปีครึ่ง โดยในการเซ็นข้อตกลงทางการค้านี้มีโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ และ หลิว เหอ รองนายกรัฐมนตรีจีน เป็นผู้แทนของจีนในการเซ็นข้อตกลงดังกล่าว

โดยข้อตกลงการค้าฉบับแรกนี้มีจำนวน 86 หน้า โดยประเด็นสำคัญคือจีนจะซื้อสินค้าและบริการจากสหรัฐมูลค่ากว่า 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตร พลังงาน ฯลฯ เพื่อที่จะลดการได้ดุลการค้าจากสหรัฐลงในช่วง 2 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ประธานาธิบดีสหรัฐพยายามในเรื่องนี้อย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา

นอกจากนี้ยังรวมไปถึงเรื่องที่จีนจะจริงจังในการเคารพเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา การเปิดเสรีทางธุรกิจการเงิน รวมไปถึงจะปรับปรุงเรื่องของการทำธุรกิจในประเทศจีนแล้วต้องมีการบังคับถ่ายโอนเทคโนโลยีให้กับจีน รวมไปถึงเรื่องของค่าเงินหยวนด้วย

ขณะที่ภาษีนำเข้าสินค้าบางชนิดที่สหรัฐได้ตั้งไว้ เช่น ภาษีนำเข้าโทรศัพท์มือถือ แล็ปท็อป ฯลฯ จากประเทศจีน ก็จะถูกยกเลิกในข้อตกลงการค้าฉบับนี้

ข้อตกลงการค้าฉบับแรกนี้จะมีผลใช้ภายใน 30 วัน หลังจากการเซ็นข้อตกลงนี้

อย่างไรก็ดีข้อตกลงทางการค้าฉบับแรกนี้จะยังไม่ยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าจีนมูลค่ากว่า 360,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยจะรวมอยู่ในข้อตกลงการค้าฉบับที่ 2 ซึ่งคาดว่าจะตกลงได้หลังจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ

ที่มา – BBC, Sky News

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

รู้หรือไม่ คนกรุงเทพ 7 ใน 10 มีภาวะหมดไฟ ผลวิจัยเผย ธุรกิจอะไรที่จะตอบโจทย์คนเหล่านี้

Brand Inside - 15 January 2020 - 19:25

หนึ่งในปัญหาใหญ่ของคนวัยทำงานยุคนี้คือ “ภาวะหมดไฟในการทำงาน” หรือ “Burnout syndrome” ซึ่งปัญหานี้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลก และที่สำคัญคือ ส่วนใหญ่มักมาพร้อมกับปัญหาที่ใกล้เคียงกันจนมีคำพูดติดปากที่ว่า เครียด เหงา เศร้า และหมดไฟ

คำถามสำคัญคือแล้วเราจะแก้ปัญหาแห่งยุคสมัยเหล่านี้อย่างไร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีงานวิจัยหลายชิ้นที่ชี้ชัดตรงกันว่า ปัญหาหมดไฟจากการทำงาน เพราะในท้ายที่สุดแล้วจะลุกลามทำให้กลายเป็น “โรคซึมเศร้า” ได้นั่นเอง

ล่าสุด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) เผยผลวิจัยด้านการตลาดในหัวข้อเรื่อง “BURNOUT IN THE CITY” โดยศึกษาจากผลสำรวจของคนวัยทำงานที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครจำนวน 1,280 คน แบ่งเป็นผู้ชาย 34% และผู้หญิง 66% โดยทำการศึกษาคนที่อยู่ในทุก Generation ตั้งแต่ Baby Boomer, Gen X, Gen Y และ Gen Z

บรรยากาศงาน Burnout in the city 7 ใน 10 ของคนกรุงเทพ อยู่ในสภาวะ “หมดไฟในการทำงาน”

จากผลวิจัยดังกล่าว พบว่า

  • คนกรุงเทพ 12% อยู่ในภาวะหมดไฟในการทำงาน
  • คนกรุงเทพ 57% อยู่ในภาวะที่มีความเสี่ยงสูงที่จะหมดไฟในการทำงาน
  • คนกรุงเทพ 31% ไม่อยู่ในภาวะหมดไฟ

ผลการวิจัยสรุปรวมคนกรุงเทพที่มีภาวะหมดไฟจำนวน 12% และคนที่มีความเสี่ยงสูงที่จะหมดไฟในการทำงานอีก 57% จึงกล่าวได้ว่า คนกรุงเทพกว่า 69% หรือคิดเป็น 7 ใน 10 มีอาการหมดไฟ ซึ่งน่าเป็นห่วง เพราะหากคิดเป็นสัดส่วนคนทำงานในกรุงเทพที่มีอยู่ทั้งหมดกว่า 8.8 ล้านคน จากผลการวิจัยนี้จึงสรุปได้ว่า คนทำงานกรุงเทพอยู่ในภาวะหมดไฟกว่า 5.7 ล้านคน

อาการหมดไฟ ยิ่งอายุน้อย ยิ่งน่าเป็นห่วง

ผลวิจัยชิ้นนี้ยังเผยอีกว่า กลุ่ม Gen Y หรือคนที่มีช่วงอายุ 23 – 38 ปีตกอยู่ในภาวะหมดไฟมากถึง 17% ส่วนคนกลุ่ม Gen Z หรือคนที่มีอายุต่ำกว่า 22 ปีตกอยู่ในภาวะนี้สูงถึง 13%

เรียกได้ว่า อาการหมดไฟของคนวัยทำงานในกรุงเทพนั้น “ยิ่งอายุน้อย ยิ่งน่าเป็นห่วง”

สาเหตุหลักงานหนักเกินไป สภาพแวดล้อม นายจ้างทำพิษ

งานวิจัยชี้แจงว่า สาเหตุของการเกิดภาวะหมดไฟมาจากสาเหตุหลัก 3 อย่างดังนี้

1. ปริมาณงานไม่สัมพันธ์กับจำนวนคนทำงาน
การทำงานในยุคปัจจุบัน คนหนึ่งคนอาจจะต้องแบกภาระงานมากถึง 4 – 5 อย่างในตำแหน่งเดียว ทำให้เกิดภาวะหมดไฟได้

2. ขาดอุปกรณ์และสภาพแวดล้อมไม่เป็นใจ
การขาดอุปกรณ์ที่ช่วยให้งานสำเร็จได้ง่ายขึ้นหรือช่วยลดกระบวนการในการทำงาน ทำให้คนทำงานในยุคนี้ต้องใช้เวลาทำงานนานจนท้อ และรวมถึงเพื่อนร่วมงาน งานวิจัยพบว่า ถ้าคนทำงานยุคนี้มีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับเพื่อนร่วมงานก็ส่งผลให้เกิดภาวะหมดไฟได้

3. โครงสร้างองค์กรที่ยุ่งเหยิง และหัวหน้าที่ไม่ดี
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อการหมดไฟในที่ทำงานคือ หากองค์กรขาดความยืดหยุ่นในเชิงโครงสร้างการจัดการ รวมถึงหัวหน้าที่ขาดความรับผิดชอบ มากกว่านั้นหากมีการเลือกที่รักมักที่ชัง ก็จะส่งผลให้คนที่ทำงานเกิดปัญหาหมดพลังหรือหมดไฟในการทำงานได้ง่ายๆ

9 กิจกรรม แก้ภาวะหมดไฟ

แนวทางการเติมไฟในการทำงาน ผลการวิจัยพบวิธีการคลายเครียดที่คนทำงานในกลุ่มศึกษาเลือกใช้มีดังนี้

  • เล่น Social media
  • พูดคุยกับครอบครัว
  • พูดคุยกับเพื่อน
  • ฟังเพลง
  • ออกกำลังกาย
  • เล่นเกม
  • ทานอาหาร
  • สวดมนต์
  • ดูภาพยนตร์
ผลวิจัยเสนอ ธุรกิจอะไรที่จะตอบโจทย์กลุ่มคนหมดไฟ

ในงานวิจัยชิ้นนี้เสนอกลยุทธ์ทางธุรกิจที่จะตอบโจทย์คนหมดไฟโดยเรียกว่า “FRESH strategy” ซึ่งหมายถึงกลยุทธ์ที่มีความสดใหม่และเข้ามาเติมเต็มช่องว่างของปัญหาหมดไฟ โดยแบ่งได้ดังนี้

F = Fulfil Friend and Family: การทำธุรกิจจะต้องเข้าถึงกลุ่มเพื่อน และครอบครัว ตัวอย่างธุรกิจในกลุ่มนี้เช่น คอร์สสอนทำอาหารเป็นกลุ่ม เพื่อเรียนกันเป็นครอบครัว หรือเรียนกับกลุ่มเพื่อน

R = Recharge your energy: ธุรกิจที่พร้อมเยียวยาคนหมดไฟอย่างเร่งด่วน เช่น คาเฟ่สุนัข เพื่อช่วยในการบำบัดความเครียด

E = Entertainment: แน่นอนว่าคนที่เครียดก็ต้องการสิ่งบันเทิงในการบรรเทาความเครียด ธุรกิจอย่างภาพยนตร์ สตรีมมิ่ง หรือแอปพลิชันใช้ฟังเพลงจึงเป็นธุรกิจที่เติบโตในยุคนี้

S = start something new: เพราะการทำงานแบบเดิมๆ ก่อให้เกิดความเบื่อหน่าย หรือก่อให้เกิดภาวะหมดไฟ ธุรกิจที่พาไปเปิดโลกใหม่จึงเป็นเทรนด์ธุรกิจที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ การท่องเที่ยวเชิงสมบุกสมบันออกแนวผจญภัย หรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

H= heal your health: แน่นอนว่าภาวะหมดไฟ นำไปสู่ภาวะซึมเศร้า ปัญหาเรื่องสุขภาพต่างๆ ดังนั้นเทรนด์ธุรกิจสุขภาพที่จะช่วยบำบัดจิตใจจึงน่าสนใจ อย่างในต่างประเทศมีบริการ chatbot ที่จะช่วยให้คนหมดไฟมาระบายปัญหา ความเครียด เพราะถึงที่สุดแล้ว หนทางหนึ่งในการแก้ปัญหาภาวะหมดไฟ คือการได้ระบายความในใจออกไป ไม่ว่าจะได้พูดคุยกับเพื่อน ครอบครัว หรือเทคโนโลยีที่เข้าใจอาการเหล่านี้ก็ตาม

บรรยากาศงาน Burnout in the city

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

สหรัฐยังไม่ยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน แม้จะเซ็นข้อตกลงทางการค้าฉบับแรกแล้วก็ตาม

Brand Inside - 15 January 2020 - 15:19

สหรัฐยังไม่ยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนมูลค่ากว่า 360,000 ล้านเหรียญสหรัฐในข้อตกลงการค้าฉบับแรกนี้ และอาจต้องรอไปถึงหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในเดือนพฤศจิกายนนี้

Hong Kong Port ฮ่องกงภาพจาก Shutterstock

รัฐบาลสหรัฐภายใต้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ยังไม่ยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนมูลค่ากว่า 360,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แม้ว่าตลาดจะมองว่าสหรัฐควรที่จะยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าเหล่านี้ก็ตาม เพื่อที่จะได้ลดความรุนแรงในด้านการค้าระหว่าง 2 ประเทศลงมา ขณะที่การเซ็นข้อตกลงทางการค้าฉบับจะมีภายในวันนี้

สตีเว่น มนูชิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ ได้กล่าวว่า “ในข้อตกลงทางการค้าฉบับแรกนี้จะไม่มีเรื่องของการยกเลิกภาษีนำเข้านี้แต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นทั้งปากเปล่าและเป็นข้อตกลง นอกจากนี้ยังไม่มีข้อตกลงที่จะยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนในอนาคตแต่อย่างใด”

ขณะที่ Business Insider ได้รายงานว่า โรเบิร์ต ไลท์ไธเซอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ กล่าวว่า ข่าวลือที่จะมีการยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนไม่เป็นเรื่องจริงแต่อย่างใด ซึ่งสอดคล้องกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐได้กล่าวไว้ข้างต้น

สำนักข่าว Bloomberg ยังได้รายงานว่า ภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนนี้จะไม่มีทางยกเลิกก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในเดือนพฤศจิกายนแน่นอน ยกเว้นแต่ว่าจีนจะทำตามข้อเรียกร้องของสหรัฐเป็นกรณีๆ ไป อาจทำให้สหรัฐยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าบางชนิดได้

สำหรับข้อตกลงทางการค้าฉบับแรกระหว่างสหรัฐและจีน คาดว่าเรื่องสำคัญในสัญญาฉบับนี้จะประกอบไปด้วยเรื่องของการเคารพเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่จีนพร้อมจะเข้มงวดมากขึ้น การซื้อสินค้าจากสหรัฐเพิ่มมากขึ้น เช่น สินค้าเกษตร อากาศยาน ฯลฯ และรวมไปถึงการเปิดเสรีภาคการเงินให้ประเทศอื่นๆ เข้าไปทำธุรกิจด้านนี้ได้

ที่มา – Business Insider, CNBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

10 ปีที่ผ่านมา แอปฯ จากสมาร์ทโฟนพิสูจน์แล้ว เปลี่ยนวิถีชีวิตคนจีนได้ ไม่ต้องรอให้ใครมาบงการ

Brand Inside - 15 January 2020 - 11:30

รายงานจาก Internet Trend Report ปี 2019 เผย ในจีนมีคนดูคลิปวิดีโอสั้นรวมกันได้มากถึง 600 ล้านชั่วโมง Ringo Li คือตัวอย่างที่ดีในการสะท้อนให้เห็นว่าชีวิตของคนจีนเปลี่ยนแปลงไปยังไงบ้าง 

ภาพจาก Unsplash

Li คือพนักงานการเงินที่ย้ายจากญี่ปุ่นกลับจีนในปี 2010 เขาใช้โทรศัพท์เครื่องแรกแค่การโทรเข้า-โทรออก ส่งข้อความ และใช้อินเทอร์เน็ตบ้าง เขาใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในโลกออฟไลน์ กินข้าวที่ร้านอาหาร จ่ายบิลด้วยเงินสด โบกรถเรียกแท็กซี่เวลาไปไหนมาไหน 

10 ปีที่ผ่านมา ชีวิต Li เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขาไม่ได้ทำงานสายการเงินอีก สื่อสารผ่าน WeChat (วีแชท) และใช้แอปฯ สั่งอาหาร, เรียกรถแท็กซี่, จ่ายบิล และชอปปิง ซึ่งแอปฯ ส่วนใหญ่ที่ Li ใช้ ก็เหมือนคนจีนอีกเป็นร้อยล้านคนที่ใช้เหมือนกันในช่วงเริ่มต้นทศวรรษ 

WeChat เริ่มต้นในปี 2011 เป็นแอปฯ ที่ใช้ส่งข้อความเหมือนกับ Line หรือ WhatsApp นี่แหละ แต่ใช้ได้ดีมากในซุปเปอร์แอปฯ (แอปพลิเคชันที่รวบรวมการให้บริการหลายอย่างไว้ในแอปฯ เดียว) วันนี้คนจีนใช้แอปฯ WeChat มาถึง 1.15 พันล้านราย

ขณะที่แอปฯ สั่งอาหารเดลิเวอรี่อย่าง Meituan (เหมยต้วน) ที่ก่อตั้งในปี 2010 และแอปฯ Dianping (เตียนผิง) ที่เป็นเหมือนแอปฯ Groupon หรือแอปฯ ที่จับมือกับร้านค้าที่ให้บริการและขายสินค้าหลากหลาย จากนั้นก็เสนอดีลให้ลูกค้า โดยลูกค้าที่รวมตัวกันผ่านโซเชียลมีเดียจนได้ครบตามจำนวนที่เงื่อนไขกำหนดจะได้ดีลพิเศษนี้ไป 

นี่ยังไม่รวมแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่าง Taobao (เถาเป่า) ของอาลีบาบาที่เปรียบเหมือน Amazon ของจีน เหล่านี้ล้วนมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของชาวจีนจากโลกออฟไลน์ให้คุ้นชินกับวิถีชีวิตในโลกออนไลน์ทั้งนั้น

ภาพจาก Shutterstock

ประเด็นนี้ Michael McLaughlin นักวิเคราะห์ด้าน IT และนวัตกรรมบอกว่า จีนเติบโตอย่างรวดเร็ว จีนเปลี่ยนตัวเองจากคนขี้ลอกให้กลายเป็นผู้คิดค้นนวัตกรรมได้ อีกทั้ง จีนยังมุ่งหน้าเข้าสู่ยุคของการใช้แอปฯ ในโทรศัพท์ด้วย China Internet Network Information Center ระบุ จำนวนคนใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์นี้เติบโตขึ้นมากถึง 847 ล้านราย หรือประมาณ 4-5 เท่าภายใน 10 ปี  

ย้อนกลับมาที่ Ringo Li แอปฯ เปลี่ยนชีวิตเขาไปจากเดิม ในปี 2014 เขาเริ่มเป็นบล็อกเกอร์ใน WeChat เขียนหลายเรื่องที่น่าสนใจจนมีคนตามมากกว่า 5 แสนราย โฆษณาและทิปส์ที่ได้จาก WeChat สร้างรายได้ให้เขามากถึง 1 หมื่นหยวนต่อเดือน Li บอกว่า WeChat ทำให้เขาโด่งดังขึ้น ตอนนี้เขากำลังหาช่องทางอื่นเพิ่มเติมไม่ว่าจะเป็น พอดแคสท์และคลิปวิดีโอสั้น 

ขณะที่ Jane Chen วัย 29 ปี อาศัยอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองเฉิงตู Chen ก็ใช้ชีวิตผ่านแอปฯ ในมือถือเหมือนอย่าง Li เธอบอกว่า เธอใช้แอปฯ ไว้คุยกับเพื่อน อ่านข่าว จ่ายบิล จองคลาสโยคะ สั่งอาหาร และเรียกรถโดยสารมารับ เธอบอกว่า การไปยืนโบกรถข้างถนนมันไม่เวิร์กอีกต่อไปละ 

แอปฯ จากสมาร์ทโฟนเปลี่ยนชีวิตคนจีนไปมาก ไม่ว่าจะเป็นการเรียกรถที่มีการขนส่งขาดตอนในหลายช่วงจนมีแอปฯ Didi ให้คนจีนเรียกรถได้สะดวกขึ้น หรือจะเป็นแอปฯ แชร์จักรยานให้ขี่ สารพัดแอปฯ ที่เกิดขึ้น ทั้งกิน เที่ยว ใช้ชีวิต เหล่านี้ล้วนตอบโจทย์คนใช้งานได้มาก รายงานจาก Internet Trend Report เผยให้เห็นว่า แอปฯ คลิปวิดีโอสั้นของ Kuaishou นิยมใช้กันมากในชนบท 

มีรายงานเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาว่า TikTok หรือที่รู้จักกันในชื่อ Douyin (ตู้หยิน) มีผู้ใช้งานแอปฯ นี้มากถึง 320 ล้านรายต่อวัน TikTok ยังเป็นแอปฯ จีนเจ้าแรกที่ทำให้คนยุโรปและอเมริกันนิยมใช้ด้วย

ที่มา – South China Morning Post

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Pages