ธนาคารกรุงเทพ ซื้อ Permata ธนาคารอินโดนีเซีย เป็นแบงก์แรกในไทยที่ซื้อธนาคารต่างประเทศ

Brand Inside - 12 December 2019 - 19:34

ธนาคารกรุงเทพประกาศความสำเร็จในการซื้อกิจการของ Permata ธนาคารอินโดนีเซีย โดยใช้เม็ดเงินราวๆ 81,017 ล้านบาท กลายเป็นธนาคารแรกในไทยที่ซื้อกิจการธนาคารของประเทศอื่นๆ

Bangkok Bank ธนาคารกรุงเทพ BBLภาพจาก Shutterstock

ธนาคารกรุงเทพ ได้ประกาศว่า ธนาคารได้ทำสัญญาซื้อขายหุ้นโดยมีเงื่อนไขกับ Standard Chartered และ PT Astra International เพื่อเข้าถือหุ้น 89.12% ในธนาคาร PT Bank Permata ซึ่งเป็นธนาคารอินโดนีเซีย คาดว่าการทำธุรกรรมดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในปี 2020 นอกจากนี้ธนาคารกรุงเทพคาดว่าจะดำเนินการทำคำเสนอซื้อหุ้นส่วนที่เหลือทั้งหมดของเพอร์มาตาอีกร้อยละ 10.88 หลังจากการเข้าถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 89.12 ดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

สำหรับดีลนี้นั้นการซื้อหุ้นต่อจาก Standard Chartered และ PT Astra International ในสัดส่วนรวมกันที่ 89.12% จะใช้เม็ดเงินประมาณ 2,674 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 81,017 ล้านบาท และถ้าหากซื้อหุ้นต่อจากผู้ถือหุ้นรายย่อยที่เหลือทั้งหมดจะใช้เม็ดเงินประมาณ ประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 90,909 ล้านบาท

ผู้บริหารของธนาคารกรุงเทพได้กล่าวว่า จะใช้เงินทุนภายในและแหล่งเงินทุนที่ได้จากการจัดหาเงินทุนตามปกติของธนาคาร และจะไม่มีการเพิ่มทุนแต่อย่างใด คาดว่าเมื่อธุรกรรมแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มกำไรต่อหุ้นและอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้นของธนาคารได้ทันที ขณะที่ธนาคารยังคงมีฐานะเงินกองทุนอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งต่อไป

ดีลของธนาคารกรุงเทพยังเป็นแบงก์รายแรกของไทยที่ซื้อกิจการธนาคารต่างประเทศผ่านผ่านการทำ Merger & Acquisition โดย Kevin Kwek นักวิเคราะห์จาก Sanford C. Bernstein & Co มีมุมมองว่าการเติบโตภายในประเทศไทยเริ่มมีจำกัดมากและพบความท้าทายเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นแรงจูงใจทำให้ธนาคารต้องซื้อกิจการ

ปัจจุบัน PT Bank Permata เป็นธนาคารใหญ่อันดับ 12 ของประเทศอินโดนีเซีย โดยถ้าหากควบรวมกิจการกำธนาคารกรุงเทพสำเร็จ จะทำให้ PT Bank Permata กลายเป็นธนาคารใหญ่อันดับ 10 ของประเทศอินโดนีเซียทันที

ราคาหุ้นของธนาคารกรุงเทพหลังจากปิดการซื้อขายในวันนี้อยู่ที่ 161.50 บาท ลดลง 7.50 บาท หรือคิดเป็น 4.44% ของราคาเปิดการซื้อขายเช้าวันนี้

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย

  • ผู้บริหารมีมุมมองในการซื้อกิจการ PT Bank Permata ว่ามีวัฒนธรรมและร่วมที่จะทำงานกับธนาคารกรุงเทพ
  • PT Bank Permata จะได้ Know-how ในเรื่องสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่จากธนาคารกรุงเทพ
  • ขณะที่ธนาคารกรุงเทพจะใช้จุดแข็งที่มีสาขาในหลายประเทศสามารถพาธุรกิจในอินโดนีเซียที่จะเจาะตลาดใหม่ๆ ออกมานอกประเทศได้
  • PT Astra International ซึ่งเป็นดีลเลอร์รถยนต์และจักรยานยนต์รายใหญ่ของอินโดนีเซียจะยังเป็นพันธมิตรสำคัญของธนาคารกรุงเทพหลังจากการซื้อกิจการ
  • ผู้บริหารธนาคารกรุงเทพพูดถึงเรื่องของเศรษฐกิจไทย เมื่อเทียบกับเศรษฐกิจของประเทศอินโดนีเชีย
  • ไม่เปลี่ยนชื่อ PT Bank Permata และจะไม่ถอนหุ้นออกจากตลาดหลักทรัพย์จาการ์ตา
  • ในการซื้อกิจการคราวนี้ธนาคารกรุงเทพคุยกับทางธนาคารแห่งประเทศไทยตลอด และ ธปท. สนับสนุนด้วย
  • ผู้บริหารธนาคารกรุงเทพมองคือเรื่อง Digital Banking ของ Permata ถือว่าแข็งแกร่งมาก
  • การซื้อกิจการครั้งนี้ธนาคารกรุงเทพให้พรีเมี่ยมราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชี (PBV) ถึง 1.77 เท่า ขณะที่หุ้นของ PT Bank Permata ซื้อขายประมาณ 1.54 เท่า
  • ทีมของธนาคารที่ไปเจรจากับ Standard Chartered และ PT Astra International ที่กรุงจาการ์ต้า อินโดนีเซียนั้นมี ชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารร่วมไปปิดดีลนี้ด้วยตัวเอง

Update 12/12/2019 @ 20:06 : อัพเดตเรื่องราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชี และผู้บริหารที่ร่วมเดินทางไปด้วย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Lazada สร้างแต้มต่อ เปิดศูนย์คัดแยกสินค้า ตอบโจทย์ส่งเร็วไม่ถึงหนึ่งวัน ชิงความได้เปรียบ

Brand Inside - 12 December 2019 - 16:24

หัวใจการแข่งขันธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ อยู่ที่การส่งสินค้าถึงมือลูกค้าให้เร็วที่สุด Lazada จึงเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งเปิดศูนย์คัดแยกสินค้าไฮเทคแห่งใหม่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเซาท์อีสเอเชีย โดยสามารถคัดแยกสินค้าได้สูงสุด 3.6 หมื่นชิ้นต่อชั่วโมง หรือเพิ่มขึ้นกว่า 60% 

สุทธิโรจน์ ทรัพย์สมบัติ ผู้จัดการอาวุโส ศูนย์คัดแยกสินค้า บริษัท ลาซาด้า เอ็กซ์เพรส ประเทศไทย

สุทธิโรจน์ ทรัพย์สมบัติ ผู้จัดการอาวุโส ศูนย์คัดแยกสินค้า บริษัท ลาซาด้า เอ็กซ์เพรส ประเทศไทย ในเครือบริษัท ลาซาด้า ประเทศไทย จํากัด เล่าว่า การแข่งขันธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ แพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสในประเทศไทยมาสู่ที่ความเร็ว ส่งสินค้าได้มีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์ความต้องการของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ขณะเดียวกันยังช่วยลดต้นทุน ดังนั้นเราต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์เพื่อเติมเต็มอีโคซิสเต็มให้สมบูรณ์

เป้าหมายส่ง Sameday ในอนาคต

ใครสามารถจัดส่งสินค้าถึงมือลูกค้าได้ด้วยระยะเวลาที่เร็วกว่า ก็จะตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ดีกว่า เดิมปกติระยะเวลาการจัดส่งในกรุงเทพเป้าหมาย 1 วัน แต่ขณะนี้เราทำได้ 0.8 วัน หรือไม่ถึง 1 วันแล้ว เป้าหมายในปี 2563 จะเหลือ 0.7 วันเท่านั้น แต่ในอนาคตต้องบริการจัดส่งสินค้าถึงมือลูกค้าภายในวันนั้นเลยหรือเรียกว่า Sameday

สร้างอีโคซิสเต็มโลจิสติกส์

ลาซาด้า จึงเปิดบริษัท ลาซาด้า เอ็กซ์เพรส ประเทศไทย เพื่อดำเนินการจัดการด้านโลจิสติกส์ สร้างศูนย์คัดแยกสินค้า ลาซาด้า เอ็กซ์เพรส สุขสวัสดิ์ (Lazada Express SSW Sortation Center) บนพื้นที่กว่า 3.5 หมื่นตารางเมตร ที่ ย่านสุขสวัสดิ์ จังหวัดสมุทรปราการ เปิดดำเนินการเมื่อเดือนกันยายน ที่ผ่านมา

สำหรับศูนย์คัดแยกดังกล่าว นับว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในเซาท์อีสเอเชียเมื่อเทียบกับศูนย์คัดแยกสินค้าแห่งอื่นใน 5 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และเวียดนาม นอกจากนี้ยังใช้เทคโนโลยีทันสมัย อาทิ Shoes Sorter ,Wave Sorter เป็นต้น

ตอนนี้สามารถคัดแยกสินค้าเพิ่มจาก 1.2 หมื่นชิ้นต่อชั่วโมง เพิ่มเป็น 3.6 หมื่นชิ้นต่อชั่วโมง หรือมีกำลังคัดแยกเพิ่มกว่า 60% และสามารถจัดส่งสินค้าได้เพิ่มขึ้นกว่า 20%

กระบวนการทำงานของศูนย์คัดแยกแห่งนี้ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ลาซาด้า เอ็กซ์เพรส สำหรับการส่งสินค้าขนาดเล็กและลาซาด้า อี-โลจิสติกส์ เพื่อทำหน้าที่เติมเต็มการขนส่งสินค้าให้กับผู้ขายของลาซาด้า ทั้งเก็บสินค้าที่โกดัง และขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว

หากมีการสั่งสินค้าและร้านค้าบรรจุหีบห่อก่อนเที่ยง จะทันต่อรอบรถช่วงเช้าในการรับสินค้าจากร้านค้าและมาถึงโกดังภายใน 1 วัน โดยจำกัดขั้นต่ำอยู่ที่ 15 กล่องต่อร้าน

การมีศูนย์คัดแยกสินค้า ลาซาด้า เอ็กซ์เพรส สุขสวัสดิ์ รองรับกลุ่มลูกค้าที่มาใช้บริการ ผู้ค้าปลีกที่มีแบรนด์ ผู้ขายทั่วไป และผู้ขายจากต่างประเทศจีน ทำให้ตอนนี้ลาซาด้าสามารถบริการจัดสินค้าได้ 1 แสนชิ้นต่อวัน และในช่วงที่มีแคมเปญโปรโมชั่นสามารถ 3 แสนชิ้นต่อวัน และปี 2563 จะเฟสใหม่ขยายเพิ่มเติมโดยศูนย์ดังกล่าวสามารถรองรับการคัดแยกสินค้าถึง 9.6 หมื่นชิ้นต่อชั่วโมง

ขยายศูนย์จัดส่งสินค้าเกือบ 70 แห่ง

ลาซาด้าวางแผนขยายศูนย์จัดส่งสินค้าทั่วประเทศ  เพื่อนำผลิตภัณฑ์ของผู้ขายมาไว้ที่ศูนย์คัดแยกสินค้าเพิ่มอีกกว่า 10 แห่งในปี 2563 จากปัจจุบันมีทั้งหมด 57 แห่ง แบ่งเป็น กรุงเทพ 30 แห่ง และต่างจังหวัด 20 แห่ง และเป็นพื้นที่อื่นๆ 7 แห่ง โดยยุทธศาสตร์การขยายฮับรับสินค้าจะพิจารณาจากยอดขายของแต่ละพื้นที่

ทั้งนี้ลาซาด้าจะใช้ระบบเอไอหน้าบ้าน ในการบริหารจัดการสินค้าจากฮับที่จะเข้าสู่ศูนย์คัดแยกสินค้า เพื่อให้รอบการบริหารงานมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีจุดบริหารรับสินค้าที่มีอยู่กว่า 800 แห่งทั่วประเทศมายังศูนย์คัดแยก โดยปัจจุบัน

ในปี 2561 เราสามารถรองรับการ Pick Up ได้ 8 หมื่นชิ้นต่อวัน แต่การมีศูนย์คัดแยกสินค้าทำให้สามารถรองรับการ Pick Up ได้ถึง 1.4 แสนชิ้นต่อวัน และแจกจ่ายไปยังบ้านของลูกค้าที่ 1 แสนชิ้นต่อวัน ส่วนอีก 4  แสนชิ้นนั้นเป็นการส่งผ่านให้กับผู้บริการอื่นๆ โดยศูนย์คัดแยกสินค้า ปัจจุบันมีพนักงานจำนวน 680 คนต่อวัน เพิ่มกำลังการผลิตเป็น 900 คนต่อวัน ในช่วงที่มีโปรโมชั่น

ใช้พันธมิตรเสริมระบบโลจิสติกส์

ขณะนี้ระบบโลจิสติกส์ที่ลาซาด้าทำรองรับ 35% ที่เหลือ 65% ให้กับโลจิสติกส์รายอื่นๆ อาทิ ดีเอชแอล ซีเจ เอ็กซ์เพรส สำหรับการจัดส่งสินค้า จะแบ่งออกเป็นพื้นที่แต่ละเขต ได้แก่ กรุงเทพฯ ปริมณฑล ชลบุรี สามารถส่งไปภายใน 1 วันและเทียร​์ 2 ที่อยู่ในตลาดต่างจังหวัดค่อนข้างไกล เช่น ภูเก็ต สามารถจะจัดส่งได้ภายใน 2 วัน ส่วนเมื่อสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศจะใช้ระยะเวลา 5 วัน หรืออาจมากกว่านั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ

สรุป

การแข่งขันธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ คือเรื่องความเร็วส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภค ดังนั้นลาซาด้าจึงสร้างอีโคซิสเต็มโลจิสติกส์เพื่อบริการจัดส่งสินค้าได้เร็วขึ้น โดยมีเป้าหมายส่งสินค้า Sameday  หรือสั่งสินค้าภายในวันนั้นได้รับสินค้าเลย  ขณะเดียวกันบริการธุรกิจโลจิสติกส์ ยังเป็นรายได้อีกขาหนึ่งของลาซาด้าที่มีบริการรองรับกับผู้ขายที่เข้ามาขายสินค้าบนแพลตฟอร์มลาซาด้า นาทีนี้ลาซาด้ามองว่ามีระบบโลจิสติกส์ที่แข็งแกร่งที่สุดเมื่อเทียบกับมาร์เก็ตเพลสรายอื่นๆ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Jeep ทวงเบอร์หนึ่ง SUV ผ่านการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าแบต่างๆ 14 รุ่น ตั้งแต่วันนี้จนถึงปี 2565

Brand Inside - 12 December 2019 - 16:01

ในอดีตหากต้องการรถยนต์ SUV ลุยๆ สักคัน Jeep ต้องโผล่ขึ้นมาเป็นหนึ่งในตัวเลือกแน่นอน แต่ปัจจุบัน Jeep เหมือนหายไปจากตลาด เพราะไม่สามารถสู้ SUV แบรนด์อื่นได้ ซึ่งหลังจากนี้มันจะไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว

JeepJeep Wrangler Jeep กับการเร่งทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเต็มตัว

ตอนนี้ Jeep เป็นหนึ่งในรถยนต์แบรนด์ลูกของกลุ่ม Fiat Chrysler Automobiles หรือ FCA ซึ่งกลุ่มนี้ค่อนข้างช้าในการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากเพิ่งกางแผนพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าเมื่อไม่กี่ปีก่อน เมื่อเร่งขนาดนี้ ประกอบกับตลาดกำลังนิยมรถยนต์ SUV ทำให้ Jeep กลายเป็นแบรนด์ที่ FCA เลือกมาพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าแบบต่างๆ ก่อน

สำหรับแผนการพัฒนานั้น Jeep มีการวางแผนเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าแบบต่างๆ ถึง 14 รุ่น นับตั้งแต่วันนี้ถึงปี 2565 ประกอบด้วยรถยนต์ไฟฟ้าแบบ Plug-in Hybrid 10 รุ่น และรถยนต์ไฟฟ้าล้วน 4 รุ่น โดยในปี 2563 จะมีรุ่นแรกที่จะเปิดตัวคือ Wrangler รถยนต์ SUV ระดับ C-Segment และมีภาพลักษณ์ลุยๆ มากกว่าหรูหรา

Jeepแผนการทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของ Jeep

จากนั้นในปี 2564 Jeep จะเปิดตัวรถยนต์รุ่น Grand Cherokee, Wagoneer และ Grand Wagoneer ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์แบบ Plug-in Hybrid ด้วย ส่วนตัวรถยนต์ไฟฟ้าล้วนนั้น Jeep ยังไม่มีการเปิดเผยออกมา แต่จะอยู่ในกลุ่ม B-D Segement แน่นอน

ขณะเดียวกัน Jeep เตรียมพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับ Level 3 หรือการขับขี่ได้ด้วยตัวเองบางพื้นที่ และผู้ขับขี่ยังต้องพร้อมจับพวงมาลัยตลอดเวลา นอกจากนี้ยังเตรียมยกเลิกการทำตลาดเครื่องยนต์ดีเซล เพื่อตอบโจทย์มาตรการควบคุมมลพิษทางอากาศของหลายประเทศด้วย

สรุป

Jeep เสียโอกาสไปมากในช่วงที่ SUV ไ้รับความนิยมอย่างสูง ดังนั้นการกลับมาเร่งทำตลาดด้วยรถยนต์ไฟฟ้าก็คงสร้างแรงกระเพื่อมในตลาดได้ไม่มากก็น้อย ดังนั้นต้องคอยติดตามต่อไปว่า การเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าของ Jeep จะสร้างผลกระทบได้มากขนาดไหน

อ้างอิง // Motor 1

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ธนาคารกรุงเทพร่วมประมูลซื้อธนาคารอินโดนีเซียใหญ่อันดับ 10 คาดรู้ผลสัปดาห์หน้า

Brand Inside - 12 December 2019 - 11:09

ธนาคารกรุงเทพเข้าร่วมประมูลซื้อกิจการธนาคารในประเทศอินโดนีเซีย คาดว่าจะต้องใช้เงินประมาณ 63,000 ล้านบาทเป็นอย่างน้อย และยังมีคู่แข่งรายใหญ่จากประเทศญี่ปุ่นเข้าร่วมด้วย

Bangkok Bank ธนาคารกรุงเทพภาพจาก Shutterstock

สำนักข่าว Bloomberg ได้รายงานว่า ธนาคารกรุงเทพ ได้เข้าร่วมประมูลการซื้อกิจการ PT Bank Permata ซึ่งเป็นธนาคารใหญ่อันดับ 10 ของประเทศอินโดนีเซีย ขณะเดียวกันสถาบันการเงินจากไทยรายนี้มีคู่แข่งคนสำคัญคือ Sumitomo Mitsui Financial Group จากญี่ปุ่นที่สนใจในการประมูลซื้อกิจการครั้งนี้ คาดว่าจะทราบผลการประมูลได้ไวที่สุดภายในสัปดาห์หน้า

มูลค่ากิจการของ PT Bank Permata ล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 7 หมื่นล้านบาท โดยการประมูลซื้อกิจการธนาคารอันดับ 10 ของอินโดนีเซียครั้งนี้ผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคารคือ Standard Chartered และ Astra International ซึ่งเป็นดีลเลอร์รถยนต์และรถจักรยานยนต์รายใหญ่ที่สุดของอินโดนีเซีย จะขายหุ้นรวมกันในสัดส่วนประมาณ 90% ออกมา ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 63,000 ล้านบาท

ก่อนหน้านี้ Standard Chartered ได้ออกมาแถลงว่ากิจการธนาคารในประเทศอินโดนีเซียไม่อยู่ในแผนการดำเนินงานอีกต่อไป และจะเน้นไปที่ตัวธุรกิจของธนาคารเป็นหลัก รวมไปถึงการขายหุ้นใน PT Bank Permata เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายของ Standard Chartered เองด้วย

ทางด้านของ Sumitomo Mitsui Financial Group ซึ่งเป็นสถาบันการเงินรายใหญ่จากญี่ปุ่นเองก็ต้องการที่จะขยายธุรกิจเพิ่มเติมมายังในอาเซียน ซึ่งก่อนหน้านี้คู่แข่งคนสำคัญอย่าง Mitsubishi UFJ Financial Group ได้เข้ามาซื้อกิจการของธนาคารกรุงศรีอยุธยา เพื่อที่จะต้องการขยายธุรกิจเพิ่มในย่านอาเซียน ขณะที่อัตราดอกเบี้ยในประเทศญี่ปุ่นนั้นต่ำ

ขณะที่ธนาคารกรุงเทพเองนั้นถือว่าเป็นการขยายธุรกิจเพิ่มเติมในย่านอาเซียนอีก 1 ประเทศ และอินโดนีเซียยังเป็น 1 ในประเทศที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงประเทศหนึ่งในอาเซียน นอกจากนี้ยังมีโอกาสอีกมากในการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าในประเทศอินโดนีเซีย

มุมมองของ บริษัทหลักทรัพย์​ Finansia Syrus มองว่าถ้าหากธนาคารกรุงเทพเป็นผู้ชนะประมูล กำไรจาก PT Bank Permata จะช่วยให้ธนาคารกรุงเทพมีกำไรเพิ่มขึ้นในปี 2020 ได้อีกราวๆ 3,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นกำไรที่เพิ่มเติมให้อีกประมาณ 8.8% และการซื้อกิจการในอินโดนีเซียกระทบกับเงินกองทุนขั้นต่ำของธนาคารเพียงเล็กน้อย แต่ข้อด้อยของธนาคารอันดับ 10 ของอินโดนีเซียรายนี้คืออัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้นที่ต่ำ อยู่ที่ประมาณ 5% แต่ข้อดีคือส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่สูงถึง 4% ขณะที่ธนาคารกรุงเทพนั้นอยู่ที่ราวๆ 2.25%

อย่างไรก็ดีแหล่งข่าวไม่ระบุตัวตนที่ได้กล่าวกับ Bloomberg ได้กล่าวว่า คู่แข่งในการประมูล PT Bank Permata อาจเพิ่มขึ้น และทำให้การเจรจาต่อรองในการซื้อกิจการครั้งนี้ยืดเยื้อออกไป ส่งผลทำให้ผลการประมูลที่จะทราบในสัปดาห์หน้าอาจเลื่อนไปได้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Glassdoor เปิดรายชื่อ “บริษัทที่น่าทำงานด้วยมากที่สุดในโลก” ในปี 2020 | Google และ Facebook ไม่ติด Top 10 แล้ว

Brand Inside - 12 December 2019 - 09:31
WorkplaceWorkplace Photo: Shutterstock ผลสำรวจบริษัทที่น่าทำงานด้วยมากที่สุดในโลกประจำปี 2020

เป็นประจำทุกปีที่เว็บไซต์ Glassdoor จะประกาศรายชื่อของบริษัทที่น่าทำงานด้วยมากที่สุด

ความน่าสนใจคือ การจัดอันดับ Best Places to Work ประจำปี 2020 พบว่า บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Google และ Facebook ต่างไม่ติดใน 10 อันดับแรก (ทั้ง 2 บริษัทถือเป็นบริษัทในฝันของใครหลายคน เพราะในปี 2015 Google ขึ้นแท่นเบอร์ 1 ในผลสำรวจนี้ ส่วน Facebook เคยขึ้นแท่นเบอร์ 1 ในผลสำรวจนี้ถึง 3 ครั้งในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา)

แต่สำหรับในปี 2020 ทั้ง Google และ Facebook ต่างไม่ติดอันดับบริษัทที่น่าทำงาน 10 อันดับแรกของโลกแล้ว

  • Google ตกไปอยู่ที่อันดับ 11
  • Facebook ตกไปอยู่ที่อันดับ 23

ส่วน 10 อันดับบริษัทที่น่าทำงานมากที่สุดในโลกประจำปี 2020 มีดังนี้

  1. HubSpot (ปีก่อนอยู่อันดับที่ 16)
  2. Bain & Co. (ปีก่อนครองอันดับที่ 1)
  3. DocuSign
  4. In-N-Out Burger
  5. Sammons Financial Group
  6. Lawrence Livermore National Laboratory
  7. Intuitive Surgical
  8. Ultimate Software
  9. VIPKid
  10. Southwest Airlines
Glassdoorผลสำรวจของ Glassdoor ว่าด้วย Best Places to Work ประจำปี 2020

อย่างไรก็ตาม Glassdoor เป็นเว็บไซต์ที่เปิดให้พนักงานในองค์กรต่างๆ สามารถเข้ามารีวิวถึงสภาพแวดล้อมในการทำงานของบริษัทตนเอง ดังนั้นรางวัล Best Places to Work 2020 ที่ระบุว่า “Employee’s Choice” จึงหมายความว่า อันดับเหล่านี้มาจากการโหวตของพนักงานแต่ละบริษัทนั่นเอง

ที่มา – Glassdoor, Bloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

อาเบะ พลิกประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นใหม่ ให้เขียนนามสกุลก่อน เขียนชื่อตามหลัง เริ่มปี 2020 นี้

Brand Inside - 12 December 2019 - 08:02

โดยปกติในญี่ปุ่นจะใช้การเรียกนามสกุลนำหน้าชื่ออยู่แล้ว แต่ถ้าต้องเขียนเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษเมื่อไร ญี่ปุ่นก็พร้อมจะปรับตัวเพื่อไม่ให้ชาติตะวันตกต้องสับสน ด้วยการเปลี่ยนมาพิมพ์ชื่อก่อนและตามด้วยนามสกุล บางครั้งก็ใช้ตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมดเพื่อให้รู้ว่าเป็นนามสกุล

ธรรมเนียมที่ปรับตัวตามตะวันตกด้วยการพิมพ์ชื่อ ตามด้วยนามสกุลเป็นอักษรภาษาอังกฤษนี้เริ่มตั้งแต่ช่วงปีแรกๆ ของยุคเมจิ ในช่วงทศวรรษ 1870 เป็นยุคที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตกค่อนข้างมาก ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ปรัชญา การเมือง และกฎหมาย ฯลฯ 

Shinzo Abe ภาพจาก Cabinet Public Relations Office, Cabinet Secretariat

แต่จากนี้ไป ไม่มีอีกต่อไปแล้ว นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2020 จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นทางการ รวมถึงเอกสารทั้งหมดในทางราชการด้วย จากที่เคยเรียกกันว่า Shinzo Abe เมื่อขึ้นวันปีใหม่ในอีกไม่กี่สิบวันที่จะถึงนี้ ชื่อนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นจะกลายเป็น ABE Shinzo ทั้งในเว็บไซต์และในหน่วยงานราชการก็คาดว่าจะทำแบบเดียวกันทั้งหมดด้วย

ตัวอย่าง จากชื่อนักแสดงญี่ปุ่น Ken Watanabe จะกลายเป็น WATANABE Ken หรือ CEO SoftBank ที่ชื่อ Masayoshi Son ก็จะกลายเป็น SON Masayoshi 

ทั้งนี้ สำหรับชาติตะวันตกอาจมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นและทำให้เกิดความสับสนได้ แต่ญี่ปุ่นมองว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เห็นว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องและทำให้มันกลายเป็นเรื่องปกติ (ซึ่งถูกทำให้ไม่ปกติมานานมากแล้ว) 

ไม่มีอีกแล้ว การทำให้สะดวกสบาย เพื่อไม่ให้ชาติตะวันตกสับสน เอเชียได้กลายมาเป็นตัวแสดงสำคัญในเวทีโลก ทั้งในแง่ภูมิรัฐศาสตร์โลกและยังเป็นมหาอำนาจทางด้านวัฒนธรรมอีกด้วย 

Shinzo Abe ภาพจาก Cabinet Public Relations Office, Cabinet Secretariat

ประเด็นนี้ ญี่ปุ่นหยิบยกมาหารือกันตั้งแต่ช่วงปีแรกๆ ของศตวรรษที่ 21 (ปี 2001) แต่ก็ไม่ได้ถูกกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง แต่เมื่อพรรคเสรีประชาธิปไตยหรือ LDP ครองเสียงข้างมากในสภา และมี Taro Kono เป็นรัฐมนตรีกลาโหม (ขึ้นรับตำแหน่งเมื่อ 11 กันยายนที่ผ่านมา เดิมเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ 2017-2019) เขามีบทบาทสำคัญในการผลักดันครั้งนี้

ในช่วงปี 2000 มีหลายกระทรวงแนะนำให้รัฐบาลญี่ปุ่นกลับมาใช้นามสกุลขึ้นก่อน ตามด้วยชื่อตัวเองแบบที่ทำกันอยู่ภายในประเทศ มีทั้งกระทรวงการศึกษา กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงกีฬา กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ต่างมองเห็นว่าการเปลี่ยนกลับไปใช้แบบเดิมนั้น จะทำให้ทุกคนตระหนักว่าเราต้องเคารพในความแตกต่างหลากหลายในด้านภาษาและวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน 

KONO Toro ภาพจาก Twitter KONO

เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา Toro Kono สมัยที่ยังเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศได้ประกาศว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะขอให้สื่อต่างประเทศเขียนชื่อคนญี่ปุ่นโดยใช้นามสกุลขึ้นเป็นลำดับแรกก่อน ตามด้วยชื่อ เหมือนกับที่ใช้เขียนกันภายในญี่ปุ่นเอง 

Kono ถือว่าเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลทางการเมืองค่อนข้างมาก และยังมีประสบการณ์ด้านต่างประเทศด้วย จึงกลายเป็นบุคคลที่น่าสนใจมากขึ้น ในเอเชียตะวันออก ทั้งจีน เกาหลีใต้ ล้วนใช้นามสกุลขึ้นต้นก่อน และใช้ชื่อตามหลัง เพื่อแสดงถึงความสำคัญของข้อมูลในตัวบุคคลนั้นๆ แล้วจึงตามด้วยชื่อซึ่งเป็นเรื่องของอัตลักษณ์ส่วนบุคคลที่ให้ความสำคัญรองลงมา 

นับเป็นเวลากว่า 150 ปีแล้วที่ญี่ปุ่นเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ภายใต้วลีเด็ด “datsu-a, nyu-o” ซึ่งหมายความว่า ให้ละทิ้งเอเชีย และไปเข้าร่วมกับยุโรปเสีย ซึ่งเป็นคำของนักเขียนชื่อ Yukichi Fukuzawa ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของความเป็นตะวันตก ทั้งในด้านวัฒนธรรมและเทคโนโลยี ทางเดียวที่ญี่ปุ่นจะเอาตัวรอดได้ในยุคนั้นคือ ไปร่วมมือกับพวกเขาเสียเถอะ 

ภาพจาก Pixabay

แต่ตอนนี้ญี่ปุ่นมีความปรารถนาใหม่ ต้องการละทิ้งสิ่งที่เคยทำมาก่อน “datsu-o, nyu-a” ในยุคนี้น่าจะหมายถึง ละทิ้งยุโรปเสียและไปร่วมกับเอเชียดีกว่า? ปัจจุบันประเทศในเอเชียพัฒนาเทคโนโลยีได้ดีและไปได้ไกลมาก โดยเฉพาะเอเชียตะวันออก คือจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ 

แน่นอนว่าภาษาก็เป็นส่วนหนึ่งของการเมือง การเปลี่ยนแปลงด้านภาษาก็เป็นการแสดงนัยยะทางการเมืองอีกอย่างหนึ่ง

ที่มา – Nikkei Asian Review (1), (2) 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

อีกก้าวของโลกการเงิน! KBank จับมือจุฬาฯ-NECTEC พัฒนา AI ที่เข้าใจภาษาไทย เพื่อยกระดับธุรกิจ

Brand Inside - 11 December 2019 - 21:46

ปัจจุบัน AI หรือ Artificial Intelligence เข้ามามีบทบาทกับผู้บริโภค และองค์กรมากขึ้น ทำให้ธนาคารกสิกรไทย หรือ KBank ร่วมมือกับจุฬาฯ และ NECTEC เพื่อพัฒนา AI ให้เข้าใจภาษาไทย และนำมาใช้ยกระดับธุรกิจได้จริง

kbank

Thai NLP กับอนาคตของโลกการเงินไทย

AI นั้นมีหลากหลายแขนง หนึ่งในนั้นคือ NLP (Natural Language Processing) หรือโปรแกรมการประมวลผลทางภาษาธรรมชาติ ถ้าให้อธิบายง่ายๆ ก็คือการพัฒนา AI ให้เข้าใจภาษานั้นๆ ซึ่งไทยเองก็มีโครงการ Thai NLP แล้ว และเพื่อให้การพัฒนาเรื่องนี้ขึ้นไปอีกขั้น KBank จึงร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ

ทั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ NECTEC โดยการเข้ามาของ KBank จะทำให้การพัฒนา Thai NLP มีความสามารถด้านภาษาไทยที่เกี่ยวกับการธนาคาร และธุรกิจ แถมปัจจุบันก็มีการใช้งานจริงแล้วด้วย

kbankดร.พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย

“การพัฒนา AI ให้เรียนรู้ภาษาไทยเกี่ยวกับการธนาคาร และธุรกิจจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่ได้ร่วมมือกับจุฬาฯ และ NECTEC เพราะเรามีแค่ความเชี่ยวชาญด้านธนาคาร แต่ทางจุฬาฯ มีเรื่องภาษา และ NECTEC ก็เก่งเทคโนโลยี ซึ่งทั้งหมดนี้มันเกื้อหนุนกัน” ดร.พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย กล่าว

ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ เพราะทุกคนต่างก็มีของ

ก่อนหน้านี้ Thai NLP มีการพัฒนาไปบ้างแล้วโดย NECTEC แต่อาจไม่ได้เจาะความเข้าใจเป็นเรื่องๆ ไป และ KBank กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็มีความเชี่ยวชาญในเรื่องที่ตนเองรู้ การพัฒนาตัว Thai NLP ที่เก่งเรื่องภาษาการธนาคาร และธุรกิจ จึงไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ และเดินหน้าพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว

kbank

สำหรับการปรับใช้งาน Thai NLP ของ KBank จะเริ่มต้นด้วยการทำแบบสำรวจเรื่องต่างๆ ของลูกค้า เพราะก่อนหน้านี้การทำแบบสำรวจหนึ่งครั้งใช้งบประมาณค่อนข้างสูง แต่เมื่อมี Thai NLP ก็ทำให้ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย และเพิ่มความรวดเร็วในการทำแบบสำรวจ และแก้ปัญหาเรื่องที่ลูกค้าต้องการได้ดีกว่าเดิมนอกจากนี้ KBank ได้มีการนำ Thai NLP ไปใช้งานเป็น Chat Bot อัจฉริยะ เพื่อตอบโต้บนแพลตฟอร์มต่างๆ ที่ให้บริการในช่องทางออนไลน์อีกด้วย

ทั้งนี้ เมื่อ Thai NLP สามารถพัฒนาให้คอมพิวเตอร์ฉลาดและแม่นยำยิ่งขึ้น ธนาคารจะมี Virtual Assistant ที่จะสามารถเป็นเพื่อนกับลูกค้าคอยช่วยเหลือลูกค้าให้ได้รับบริการที่เกินความคาดหวัง และได้รับความพึงพอใจมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจทั้งของธนาคารและธุรกิจอื่น ๆ ได้อีกมากมาย อาทิ ใช้ในการช่วยวิเคราะห์และจัดการเอกสาร และองค์ความรู้ของธนาคาร ช่วยคัดกรองผู้สมัครเข้าทำงานกับธนาคาร สรุปเนื้อหาสำคัญที่จำเป็นต่อการอนุมัติสินเชื่อออกมาจากเอกสารประกอบการขอสินเชื่อรวมทั้งนำไปใช้ในการตรวจสอบเอกสารสัญญาและธุรกรรมต่าง ๆ ได้ในอนาคต

kbankรองศาสตราจารย์ ดร. วิโรจน์ อรุณมานะกุล อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ และผู้อำนวยสถาบันภาษาไทยสิรินธร จุฬาลงมหาวิทยาลัย ยกระดับข้อมูลด้วยการเปิดกว้างการใช้งาน

“เพื่อให้ AI นั้นมีความเข้าใจเรื่องภาษาการธนาคาร และธุรกิจ Data หรือข้อมูลก็ต้องมีมากกว่านี้ เราจึงพร้อมเปิดให้องค์กรอื่นๆ เข้ามาเชื่อม API เพื่อใช้งาน AI ตัวนี้ได้ด้วย เพราะเมื่อมีคนมาใช้เพิ่ม Data ก็เพิ่มขึ้น” รองศาสตราจารย์ ดร. วิโรจน์ อรุณมานะกุล อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ และผู้อำนวยสถาบันภาษาไทยสิรินธร จุฬาลงมหาวิทยาลัยย กล่าว

แม้ปัจจุบันการประยุกต์ใช้งาน Thai NLP ของ KBank ยังอยู่ในขั้นอ่านตัวอักษรจากแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ แต่ในอนาคตหากมีข้อมูลมากขึ้น การพัฒนาให้ AI สามารถเข้าใจคำพูดของภาษาไทยได้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก ซึ่งการจะทำเช่นนั้นได้ หลายภาคส่วนก็ต้องพร้อมใจกันลงทุน และเปิดกว้างการใช้งาน Thai NLP

kbank

ทั้งนี้การทำงานของ Thai NLP นั้น เบื้องต้น AI จะแยกคำศัพท์ต่างๆ ในประโยคออกมาก่อน เพราะภาษาไทยนั้นเขียนติดกัน ต่างกับภาษาอังกฤษที่มีการเว้นวรรค จากนั้น AI จะดูว่าคำเหล่านั้นเป็นคำประเภทไหน ก่อนจะปรับคำศัพท์ที่เขียนผิดเป็นเขียนถูก และสุดท้ายนำมาเรียงประโยคเพื่อวิเคราะห์เป็นคำตอบ

สรุป

Thai NLP เป็นอีกก้าวสำคัญของวงการธนาคาร และเทคโนโลยีไทยอย่างแน่นอน เพราะเมื่อ AI มีความเข้าใจภาษาไทย มันก็ช่วยลดต้นทุน และขั้นตอนต่างๆ ออกไปได้มาก ที่สำคัญคือผู้บริโภคก็สะดวกกว่าเดิม ดังนั้นต้องคอยจับตากันว่า Thai NLP จะพัฒนาไปได้ถึงขั้นที่ถอดคำพูดภาษาไทยจากมนุษย์ได้เลยหรือไม่

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

“Bob Iger” ซีอีโอของ Disney ขึ้นแท่นสุดยอดนักธุรกิจแห่งปี 2019 ของนิตยสาร TIME

Brand Inside - 11 December 2019 - 21:06

นิตยสาร TIME ประกาศรางวัลนักธุรกิจแห่งปี (Businessperson of The Year) ประจำปี 2019

ในปีนี้ Bob Iger ซีอีโอของ Disney บริษัทที่มีอายุกิจการเกือบ 100 ปีได้รับรางวัลนี้ไป

Bob IgerBob Iger ซีอีโอ Disney คือสุดยอดนักธุรกิจแห่งปี 2019 ของนิตยสาร TIME

ในวัย 68 ปีของ Bob Iger (บ๊อบ ไอเกอร์) นี่คือหนึ่งในช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุดของเขาในรอบ 15 ปีของเขาในฐานะซีอีโอของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Disney

นิตยสาร TIME ให้เหตุผลว่า ไอเกอร์คือบุคคลสำคัญที่เปลี่ยนผ่าน Disney จากบริษัทสื่อดั้งเดิมไปสู่สื่อใหม่ได้อย่างน่าสนใจ

เป็นที่รู้กันว่าแม้ Disney จะเป็นยักษ์ใหญ่ แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาภายใต้การนำของไอเกอร์ Disney ก็พยายามอย่างหนักในการหาหนทางใหม่เพื่อปรับตัว โดยหนึ่งในนั้นคือการลุยธุรกิจสตรีมมิ่งที่ Disney เชื่อว่าคืออนาคตของบริษัท

ในปี 2019 มีสิ่งใหม่เกิดขึ้นกับ Disney หลายอย่างเช่น ดีลสุดยิ่งใหญ่อย่างการเข้าซื้อ Fox จนเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในดีลใหญ่แห่งปี รวมถึงการเปิดตัว Disney+ สตรีมมิ่งของบริษัท

แถมล่าสุด ไอเกอร์ยังได้เขียนหนังสือที่มีชื่อว่า “The Ride of a Lifetime” โดยเล่าทั้งเรื่องชีวิต ธุรกิจ และการเป็นผู้นำของเขาถ่ายทอดเป็นประสบการณ์และบทเรียนไว้อย่างเต็มเปี่ยม

Brand Inside TALK ได้รีวิวหนังสือเล่มนี้ไว้ เชิญชมได้ในคลิปด้านล่างนี้

Bob IgerBob Iger บนปกนิตยสาร TIME 2019

ที่มา – TIME

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

“Greta Thunberg” นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม คือบุคคลแห่งปี 2019 ของนิตยสาร TIME

Brand Inside - 11 December 2019 - 20:26

ประกาศผลแล้วสำหรับรางวัลบุคคลแห่งปี (Person of the Year) ประจำปี 2019 ของนิตยสาร TIME

ในปีนี้ Greta Thunberg นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม ผู้โด่งดังจากการสร้างปรากฏการณ์ระดับโลกในการเคลื่อนไหวประท้วงเพื่อลดภาวะโลกร้อนได้รับรางวัลนี้ไป

Greta ThunbergGreta Thunberg บุคคลแห่งปี 2019 ของนิตยสาร TIME

เกรต้า ธันเบิร์ก (Greta Thunberg) นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม วัย 16 ปี ชาวสวีเดน เธอมีชื่อเสียงจากการหยุดเรียนทุกวันศุกร์และนั่งประท้วงในประเด็นโลกร้อนหน้ารัฐสภาจนโด่งดังไปทั่วโลก

นิตยสาร TIME ให้เหตุผลว่า เกรต้าคือตัวแทนของพลังคนรุ่นใหม่ เนื่องจากเธอได้จุดกระแสและสร้างปรากฏการณ์การเดินประท้วง (rally) ในประเด็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ/ภาวะโลกร้อนในกว่า 150 ประเทศทั่วโลก

Greta ThunbergGreta Thunberg บุคคลแห่งปี 2019 ของนิตยสาร TIME “How Dare You” วลีอันโด่งดังจากการขึ้นพูดบนเวทีประชุมสหประชาชาติ

ที่มา – TIME

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ถอด “วิถีคนรวย” เอเชียแปซิฟิก ช้อปจิวเวลรี่หนัก ติดโซเชียล เที่ยวเพื่อศัลยกรรม รักษ์โลกพร้อมยอมจ่าย

Brand Inside - 11 December 2019 - 19:05

จากสถิติในเอเชียแปซิฟิกมีจำนวนคนมั่งคั่งสูงถึง 18% ของประชากรทั้งหมด นับเป็น 20.64 ล้านคน หรือมีรายได้เฉลี่ยร่วม 20 ล้านล้านบาทต่อเดือน อิปซอสส์ เผยวิถีชีวิตกลุ่มคนมั่งคั่งในเอเชีย รวมทั้งคนไทยใช้ไลฟ์สไตล์อย่างไรให้สมควรว่ารวยของจริง

อิษณาติ วุฒิธนากุล ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรลูกค้า บริษัท อิปซอสส์ ประเทศไทย จำกัด เล่าถึงผลวิจัย “วิถีชีวิตกลุ่มคนมั่งคั่งในเอเชีย” หรือ “Affluent Asia” ว่า การสำรวจในครั้งนี้ครอบคลุม 11 ประเทศทั่วเอเชีย รวมถึงประเทศไทยด้วย

หากพิจารณารายได้ของคนกลุ่มมั่งคั่ง โดยชาวเอเชียมีรายได้ครัวเรือนต่อเดือนอยู่ที่ $USD 5,477 หรือประมาณ 1.6 แสนบาท อย่างไรก็ตามกลุ่มคนมั่งคั่งที่ไทยมีรายได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของเอเชีย โดยคนไทยที่มีความมั่งคั่งราว 1.8 ล้านคน มีรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่เพียง $USD 4,826  หรือประมาณ 1.4 แสนบาทเท่านั้น

กลุ่มคนมั่งคั่งของไทยเมื่อหลายปีก่อนจะมีรายได้ระดับเพิ่มจาก 4หมื่นบาทต่อเดือนเป็น 7.5 หมื่นบาทต่อเดือน ส่วนกลุ่มมั่งคั่งรายได้ 2.75 แสนบาทต่อเดือน และพบว่าผู้หญิงกลายเป็นกลุ่มที่มีรายได้มั่งคั่งหรือรวยกว่าผู้ชาย  โดยก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารระดับสูงมากกว่า

รายได้เท่าไรจัดอันดับคนมั่งคั่ง
  • ยุโรป รายได้ต่อคน  1,888,852 ล้านบาทต่อปี
  • เอเชียแปซิฟิก รายได้ต่อคน 1,190,370 ล้านบาทต่อปี
  • อเมริกา รายได้ต่อคน 5,157,522 ล้านบาทต่อปี
  • ประเทศไทย (คนรวย) รายได้ต่อคน 778,334 ล้านบาทต่อปี
  • ประเทศไทย (คนมั่งคั่ง) รายได้ต่อคน 1,703,003 ล้านบาทต่อปี

ชาวมิลเลนเนียลกลายเป็นคนรวยขึ้น

ประชากรที่เป็นชาว”มิลเลนเนียล”หรือผู้ที่มีอายุ 25-37 ปี กลายเป็นกลุ่มที่มีรายได้ดีกระทั่งขยายตัวไปสู่กลุ่มคนรวย ส่วนหนึ่งเพราะทัศนคติเปลี่ยน ต้องการสร้างเนื้อสร้างตัว และอัตราการมีลูกลดลง

ซึ่งพบว่า ขณะนี้กลุ่มมหาเศรษฐี มีสัดส่วน 0.5-1% ส่วนใหญ่อยู่ในตระกูลดังๆ ของประเทศ อาทิ สิริวัฒนภักดี เจียรวนนท์ คนรวยและคนมั่งคั่งมีสัดส่วน 17% การเติบโตของคนรวยมิลเลนเนียล ช่วยผลักดันให้คนรวยขยายตัวเพิ่มขึ้น

พฤติกรรมการช้อปปิ้งของหรู

ในแง่ของพฤติกรรมการช้อปปิ้งของกลุ่มคนที่มีรายได้สูง พวกเขามักจะเลือกคัดสรรผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดที่สามารถตอบสนองความต้องการและรูปแบบไลฟ์สไตล์ของตนเอง โดยจากสถิติพบว่าภายใน 12 เดือนที่ผ่านมา กลุ่มคนมั่งคั่งทั้งในเอเชียและประเทศไทย  

จิวเวลรี่ที่มีมูลค่าถึง $USD9,999 หรือประมาณ 3 แสนบาท  

  • คนรวยในเอเชีย 55%
  • คนรวยในไทย 47%

นาฬิกาหรูที่มีราคาถึง $USD1,999 หรือประมาณ 6 หมื่นบาท

  • คนรวยในเอเชีย 35%
  • คนรวยในไทย 46%

ไวน์ ที่มีมูลค่าสูงถึง  $USD4,999  (1.5 แสนบาท) 

  • คนรวยในเอเชีย 53%
  • คนรวยในไทย 44%

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่างๆ 

  • คนรวยในเอเชีย 47%
  • คนรวยในไทย 46%

เครื่องแต่งกายและเครื่องหนังที่ดีไซน์เฉพาะ

  • คนรวยในเอเชีย 31%
  • คนรวยในไทย 21%

เครื่องประดับและรองเท้า

  • คนรวยในเอเชีย 25%
  • คนรวยในไทย 25%
แบรนด์ไทย Asava ที่สะท้อนถึงความเป็นตัวตนของผู้ใส่และคนรวยคนไทยนิยมซื้อ คนรวยสไตล์ไทยไม่ยึดติดแบรนด์เนม

จากการศึกษา เปอร์เซ็นต์ของการครอบครองสินค้าที่มีมูลค่ามากกว่า $US1,000  หรือราวๆ 3 หมื่นบาท ในกลุ่มของคนมีฐานะทั้งในเอเชียแปซิฟิก และประเทศไทยจะพบว่า กลุ่มคนมั่งคั่งในไทยมีเปอร์เซ็นต์การเป็นเจ้าของเสื้อผ้าหรือเครื่องหนังที่มีดีไซน์เฉพาะ โดยไม่ยึดติดว่าเป็นแบรนด์เนมจากต่างประเทศ ซึ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ยในแถบเอเชียแปซิฟิก แต่สำหรับสินค้าประเภทเครื่องประดับและรองเท้านั้น จะมีสัดส่วนในอัตราที่ใกล้เคียงกัน

ญี่ปุ่นแหล่งท่องเที่ยวอันดับหนึ่งคนรวยเอเชียฯ

การท่องเที่ยวถือเป็นหนึ่งในไลฟ์สไตล์ที่กลุ่มคนมีฐานะชาวเอเชียชื่นชอบมากที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีความจำเป็นในการเดินทางเพื่อธุรกิจ และผู้ที่ชอบเดินทางเพื่อการพักผ่อน จากสถิติพบว่า

  • คนรวยเอเชียแปซิฟิก มีการเดินทางไปต่างประเทศอย่างน้อย 3.8 ครั้งต่อปี
  • คนรวยคนไทย มีการเดินทางไปต่างประเทศอย่างน้อย 4.1 ครั้งต่อปี
  • คนมั่งคั่งคนไทย มีการเดินทางไปต่างประเทศอย่างน้อย 6ครั้งต่อปี

โดยกว่า 33% ของกลุ่มคนรวยในไทย และ 22% ของคนในเอเชียแปซิฟิกเลือกที่จะไปประเทศญี่ปุ่น ตามด้วยฮ่องกงในอัตรา 19% และ 14% ตามลำดับ

อย่างไรก็ตามพบว่า คนรวยของคนไทยเริ่มเดินทางไปประเทศจีนเป็นอันดับสองแทนที่ฮ่องกง เป็นการท่องเที่ยวเพื่อเจรจาทางการค้า ส่วนคนรวยเอเชียแปซิฟิก การท่องเที่ยวยุโรปลดลง

รูปแบบการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมสูงมากในกลุ่มคนมั่งคั่งในประเทศไทยคือการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ หรือเพื่อสุขภาพ ตามด้วยการท่องเที่ยวภายในประเทศ ที่มีค่าชี้วัดมากกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเกิน 1 เท่าตัว และ 50% ตามลำดับ

คนมั่งคั่งในเอเชียเสพสื่อทุกแพลตฟอร์ม  

สำหรับรูปแบบสื่อที่กลุ่มเป้าหมายที่มั่งคั่งในเอเชียชื่นชอบนั้นเรียกได้ว่าครอบคลุมแทบทุกแพลตฟอร์ม แต่มีการใช้เวลากับ เว็บไซต์ และ แอพต่างๆ สูงสุด  ตามมาด้วย ทีวี  หนังสือ พิมพ์ และ แมกกาซีน  สำหรับกลุ่มคนมีรายได้สูงชาวไทย จะใช้เวลากับแอพ และเว็บไซต์ มากกว่าค่าเฉลี่ยของเอเชีย โดยชอบทั้ง 2 แพลตฟอร์มทั้งสื่อรูปแบบดั้งเดิมและสื่อใหม่ดิจิทัล   

คนมั่งคั่งในเอเชียแปซิฟิก และคนมีรายได้สูงชาวไทย ต่างมีความนิยมในการเสพสื่อทีวี และนิตยสารต่างประเทศเหมือนๆกัน เพียงแต่มีสัดส่วนที่แตกต่างกัน โดย 44%  เป็นอัตราสำหรับคนมีรายได้สูงในเอเชียแปซิฟิก และ 50% ของคนมีรายได้สูงชาวไทย

ส่วนสื่อโซเชียล  นับได้ว่าเป็นสื่อที่แทบจะถือเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของกลุ่มคนมั่งคั่งทั้งหลาย  สำหรับกลุ่มคนมั่งคั่งชาวเอเชียแปซิฟิกนั้น

  • Facebook 69% 
  • YouTube 63% 
  • Instagram 42% 
  • LinkedIn 21%  

คนรวยในชาวไทย นิยมใช้ช่องทาง Facebook YouTube Instagram  และLinkedIn ในอัตรา 94% 90%  61%  และ  18%  ตามลำดับ

ยิ่งไปกว่านั้นจากการศึกษาพบว่า กลุ่มคนมีฐานะในประเทศไทยใช้เวลากับโซเชียลมีเดียต่างๆ สูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มคนมั่งคั่งในเอเชีย  คนไทยใช้เวลากับแพลตฟอร์มเหล่านี้มากกว่า 500 นาทีภายในระยะเวลา 7 วันที่ผ่านมาหรือราวๆ 8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งค่าเฉลี่ยของเอเชียแปซิฟิกอยู่ที่เพียง 6 ชั่วโมงเท่านั้น 

รวยแล้วยอมจ่ายเพื่อรักษ์โลก

มากกว่า 1 ใน 3 ของกลุ่มคนมีฐานะในภูมิภาคเอเชียให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมของโลกมากกว่าการใช้จ่ายเพื่อเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ และยินดีที่จะสนับสนุนสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ

  • 53% ยินดีที่จะจ่ายมากกว่าสำหรับสินค้าหรือบริการที่เป็นให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม
  • 47% ยังยินดีที่จะซื้อหรืออุดหนุนสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ  เป็นที่น่าสนใจว่ากลุ่มคนมีฐานะในประเทศไทย
  • 63% ยินดีที่จะจ่ายมากกว่าสำหรับสินค้าหรือบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • 53% ยินดีที่จะอุดหนุนสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่ากลุ่มคนมั่งคั่งชาวเอเชียอย่างมีนัยยะ
สรุป : กลยุทธ์การตลาด
  • การสร้างแบรนด์และสร้างการรับรู้ถึงกลุ่มคนรวยและมั่งคั่ง สินค้าหรือแบรนด์ต้องให้ความสำคัญกับโซเชียลมีเดีย เพราะเป็นสื่อที่เอ็นเกจเม้นต์คนกลุ่มดังกล่าวได้เป็นอย่างดี จากพฤติกรรมของกลุ่มคนรวยที่ติดโซเชียลและใช้ระยะเวลาเล่น 2-3 เท่าตัว
  • การทำโซเชียลมีเดีย ต้องสื่อสารอย่างชัดเจนเหตุผลของการที่ต้องซื้อสินค้าดังกล่าว
  • การโฆษณาเป็นสื่อที่ใช้ได้ดีและเครื่องมือที่ยังมีประโยชน์กับกลุ่มคนรวย จากข้อมูลคนมั่งคั่งถึง 59% มองว่าเป็นสื่อที่สำคัญและทำให้มีความมั่นใจในการซื้อสินค้า
  • นักการตลาดต้องเข้าใจสิ่งที่ลูกค้าต้องการ และปรับตัวให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลง อย่างเทรนด์การซื้อสินค้าแบรนด์เนมของคนรวยที่ไม่ได้เป็นแบรนด์จากต่างประเทศ แต่ต้องการเสื้อผ้าที่บ่งบอกถึงความเป็นเอกลักษณ์และตัวตนของตัวเองมากกว่า

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เศรษฐกิจซบทำยอดขายรถยนต์-จักรยานยนต์ในงาน Motor Expo ต่ำกว่าปีก่อน 16% เหลือ 44,740 คัน

Brand Inside - 11 December 2019 - 18:33

แม้ยอดขายจะเติบโตมา 2 ปีซ้อน แต่ล่าสุด Motor Expo 2019 มียอดขายลดลงถึง 16% เมื่อเทียบกับปีก่อน เหตุที่เป็นอย่างนี้ก็ไม่พ้นเรื่องเศรษฐกิจซบ, การปล่อยกู้ที่ยากขึ้น และอัตราภาษีในเรื่องต่างๆ ที่มีการปรับปรุงใหม่

Motor Expo

ยอดขายไม่ดีดังหวัง แม้ผู้เข้าชมงานเท่าเดิม

เศรษฐกิจไทยปี 2562 อาจอยู่ในช่วงนิ่งๆ และผู้บริโภค รวมถึงองค์กรต่างๆ ก็คงต้องเหนื่อยกันสักหน่อย และในปี 2563 ก็มีหลายฝ่ายวิเคราะห์ว่ามันจะหนักกว่าปี 2562 อีก จึงไม่แปลกที่ผู้บริโภคหลายคนจะรัดเข็มขัด และมีความเข้มงวดในการใช้จ่ายมากขึ้น

เมื่อสถานการณ์เป็นอย่างนี้ ก็ไม่แปลกที่งาน Motor Expo 2019 จะทำยอดขายรถยนต์ และจักรยานยนต์ภายในงานได้ไม่ค่อยดีนัก หรืออยู่ที่ 44,740 คัน น้อยกว่างานที่จัดเมื่อปี 2561 ถึง 16.2% ถ้าเจาะแค่รถยนต์จะมียอดขาย 37,489 คัน ลดลง 15.2% ส่วนจักรยานยนต์อยู่ที่ 7,251 ลดลงจากเป้าที่ตั้งไว้เล็กน้อย

motor expo 2019ยอดขายภายในงาน Motor Expo

“นอกจากเรื่องเศรษฐกิจที่มาเป็นตัวแปรให้การจำหน่ายรถยนต์ และจักรยานยนต์ภายในงานลดลง ยังมีเรื่องกฎหมายต่างๆ เช่นการปรับขึ้นอัตราภาษีที่ดิน รวมถึงภาษีรถจักรยานยนต์อัตราใหม่ด้วย แม้ว่ายอดผู้เข้าชมงานจะทำได้ตามเป้าหมาย 1.5 ล้านคนก็ตาม” ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานจัดงาน Motor Expo 2019 กล่าว

สำหรับตัวงาน Motor Expo 2019 นั้น ประเภทรถยนต์ที่จำหน่ายได้มากที่สุดคือ รถเก๋ง รองลงมาเป็นรถยนต์แบบ SUV และรถกระบะ กับรถหรูตามลำดับ ซึ่งเมื่อรวมมูลค่าการจับจ่ายภายในงานทั้งหมดจะอยู่ที่ 50,000 ล้านบาท ผ่านราคาเฉลี่ยของผู้ซื้อรถยนต์ภายในงานที่ 1.25 ล้านบาท

สรุป

นี่ขนาดในงาน Motor Expo มีรถเก๋งรุ่นใหม่กลุ่ม ECO-Car จำหน่ายในงานมากมาย และมีราคาที่เอื้อมถึงได้ไม่ยากนัก แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่สามารถกระตุ้นยอดขายภายในงานได้ เรียกได้ว่าเป็นอีกสัญญาณร้ายของเศรษฐกิจไทยในปี 2563 ได้ไม่มากก็น้อย

อ้างอิง // Motor Expo

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Agile จะเปลี่ยนแปลงการทำงานใน dtac ได้อย่างไร

Brand Inside - 11 December 2019 - 14:04
dtac ดีแทคได้ริเริ่ม 8 ทีม Agile เพื่อทดลองวิธีการทำงานแบบใหม่

“dtac เป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่มีพนักงานหลายพันคน และมีการทำงานในลักษณะ Silo หรือแบ่งเป็นแผนก รวมถึงมีลำดับขั้นมากมาย ทำให้การเดินหน้าแคมเปญบางอย่างค่อนข้างช้า เพราะต้องรอผู้บริหารแต่ละขั้นตัดสินใจ ซึ่งปัจจัยที่ว่ามานี้ ทำให้บางครั้ง เราบริการลูกค้าได้ช้า เพราะต้องปรึกษากันหลายแผนกกว่าจะให้คำตอบลูกค้าได้” โชคชัย ภัทรมาลัย Agile Coach ของ dtac กล่าว

ยิ่งโลกเทคโนโลยีตอนนี้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนพฤติกรรมผู้บริโภคต่างจากอดีตโดยสิ้นเชิง ผู้บริโภคมีความต้องการที่หลากหลาย และต้องการสิ่งที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะของตนเองมากขึ้น

dtacStand up meeting (การประชุมในทุกเช้า) ของทีม prepaid

“ณ จุดนี้เอง dtac จึงเริ่มหาวิธีการทำงานแบบอื่นมาปรับใช้ ซึ่ง Agile คือหนึ่งในวิธีเหล่านั้น เพราะมันช่วยลดขั้นตอนการทำงานต่างๆ จนทุกอย่างทำได้เร็วขึ้น เหมือนกับความหมายของคำว่า Agile ในภาษาอังกฤษที่แปลว่า คล่องแคล่ว, ว่องไว ที่สำคัญคือสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบได้อิสระตามช่วงเวลานั้นๆ” โชคชัย เสริม

รายละเอียดการทำงานแบบ Agile

จุดเริ่มต้นของการทำงานแบบ Agile นั้นมีที่มาจากกลุ่มนักพัฒนาซอฟต์แวร์เมื่อหลายสิบปีก่อนที่เจอปัญหาการทำงานที่ล่าช้า และต้องมาคอยแก้ไขปัญหาตลอดเวลา จนทำให้พวกเขาเริ่มกำหนดทิศทางการพัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้นใหม่ ประกอบด้วย 4 หัวใจหลักคือ

  • ให้คนคุยกันมากกว่าใช้กระบวนการคุยกัน เพราะคนเข้าใจทุกอย่าง เครื่องมือที่ใช้ก็ยิ่งมีประสิทธิภาพ
  • ทำเสร็จแค่ไหนให้วัดจากผลลัพธ์ หรือซอฟต์แวร์ที่เสร็จแล้ว ไม่ใช่วัดจากกองเอกสาร
  • ให้ลูกค้ามีส่วนร่วมให้มากที่สุด เพื่อให้ได้สินค้าที่ลูกค้าต้องการจริงๆ ไม่ใช่แค่เซ็นเอกสารแล้วจบ
  • เปลี่ยนแผนได้ตลอดเวลา เปรียบเหมือนการปรุงอาหารที่ต้องทำไปชิมไป
การทำงานแบบ agile ทำให้ทีม postpaid ได้พูดคุยกันมากขึ้น

“การทำงานแบบ Agile เหมือนกับการทำต้มยำกุ้งที่สามารถทำไปชิมไปได้ตลอด หาจุดเหมาะสมที่สุดของช่วงเวลานั้นๆ เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาอร่อยหรือดีที่สุด ต่างกับการทำงานแบบดั้งเดิมที่เหมือนการอบขนม เพราะหลังเราใส่แป้ง ผสมวัตถุดิบ และนำเข้าเตาอบ เราก็ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ และไม่รู้ว่าผลลัพธ์สุดท้ายมันจะเป็นอย่างไร” โชคชัย กล่าว

สำหรับการนำ Agile มาใช้งานใน dtac จะเน้นที่การตอบสนองลูกค้าได้เร็วกว่าเดิม และไม่ได้อยู่แค่ฝั่งเทคโนโลยี แต่หมายถึงธุรกิจใดก็ได้ เพื่อให้ลูกค้ามีความสุขได้เร็วขึ้น ผ่านการทำงานแบบไร้รอยต่อ ไร้ตะเข็บ พร้อมสร้างการทำงานที่มีคนจากหลายแผนกอยู่ร่วมกัน เพื่อเพิ่มวิสัยทัศน์ ทั้งนี้ด้วยการทำงานแบบ Agile ที่พนักงาน และลูกค้าใกล้ชิดกันมากขึ้น หากลูกค้ามีความสุขและพอใจกับผลงาน ก็จะเป็นกำลังใจให้ผู้ทำงานทันที

dtacโชคชัย ภัทรมาลัย (คนกลาง) และ Agile Coach ของ dtac Front Runner จำนวน 200 คน

อย่างไรก็ตามการจะพลิกองค์กรหลักพันมาทำงานแบบ Agile ในทันทีก็คงยาก ทำให้ dtac เลือกสร้างโครงการ Front Runner ขึ้นมา โดยโครงการนี้จะเลือกพนักงานมา 200 คน และพนักงานเหล่านั้นมาจากหลายตำแหน่ง เช่นฝ่ายการตลาด, ฝ่ายไอที และอื่นๆ จากนั้นพวกเขาก็จะถูกแบ่งเป็นกลุ่มทั้งหมด 8 ทีม

“ตัว Front Runner จะมีทั้งทีมที่ดูแลธุรกิจที่เราทำอยู่แล้ว เช่น Prepaid และ Postpaid กับทีมที่ดูแลธุรกิจใหม่ของเรา เช่นจักรยานยนต์ไฟฟ้า และ Smart Farmer ที่ต้องเป็นจำนวน 200 คนเพราะไม่ต้องการให้กระทบโครงสร้างใหญ่ และอยากสร้าง Impact ให้กับลูกค้ากลุ่มเล็กๆ ได้จากจำนวนคนแค่นี้ เพื่อเป็นตัวอย่างก่อน” โชคชัย เสริม

การทำงานของทั้ง 8 ทีม Front Runner จะไล่ตั้งแต่การประชุมในทุกสัปดาห์เพื่อให้ทุกคนในทีมทราบรายละเอียดงานของตัวเอง ซึ่งงานเหล่านั้นจะเป็นงานเล็กๆ และต้องเสร็จในระยะเวลาสั้นๆ หลังจากนั้นเมื่อผ่านไป 6 สัปดาห์ แต่ละทีมจะมาแจ้งว่าผลลัพธ์ออกมาเป็นอย่างไร สามารถสร้าง Impact ให้กับกลุ่มลูกค้าได้มากแค่ไหน

ช่วยแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้าง

“เป็นเรื่องปกติที่แต่ละทีม Front Runner จะเจอกับปัญหาในอดีตเมื่อทำงานไประยะหนึ่ง เช่นหากไม่มีบางขั้นตอนมาขั้น ตัวงานมันก็ผ่านออกไปได้เร็วกว่าเดิม เพราะการตัดสินใจทั้งหมดอยู่ที่หัวหน้าทีม ไม่ใช่ผู้บริหารระดับสูงเป็นขั้นๆ เรียกได้ว่าทำ Agile ไป ก็มักจะเกิดเหตุการณ์น้ำลดตอผุดอยู่เป็นประจำ” โชคชัย กล่าว

เมื่อทุกทีมพบต้นตอปัญหาเดิมๆในอดีต เราก็ไม่อยากให้ปัญหานั้นเกิดขึ้นอีกแล้ว และจุดนี้เองจะทำให้ทุกทีมมีความเข้าใจในเรื่อง Agile และสามารถปรับตัวได้กับการทำงานรูปแบบนี้ แม้ช่วงก่อนเริ่มโครงการจะยังคุ้นชินกับการทำงานแบบ Silo ดั้งเดิม และเชื่อว่าการทำงานแบบเดิมนั้นดีอยู่แล้ว

แต่หากต้องการรับรู้ข้อมูลในเชิงลึกมากขึ้นว่าแต่ละทีมของ Front Runner แบ่งงานกันอย่างไร และสามารถยินดีกับความสำเร็จเล็กๆ ได้ในเรื่องใดบ้าง รวมถึงแผนในอนาคตของ dtac ในการปรับการทำงานเป็น Agile ทั้งองค์กรเมื่อไร ต้องติดตามได้ในตอนต่อไป

dtac dtac dtac

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

คนไทยว่างงานในเดือนพ.ย. 2562 เกิน 4 แสนราย สูงสุดในรอบ 4 เดือน จบมหาวิทยาลัยว่างงานมากที่สุด

Brand Inside - 11 December 2019 - 13:47
BangkokPhoto: Shutterstock คนไทยว่างงานมากที่สุดในรอบ 4 เดือน

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุถึงผลสำรวจภาวะการทำงานของประชากรในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2562 พบว่า จำนวนผู้ที่มีงานทำมีทั้งหมด 37.71 ล้านคน และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า จำนวนผู้ที่มีงานทำมีทั้งหมด 38.26 ล้านคน ลดลงไปถึง 5.5 แสนราย

หากนับเฉพาะจำนวนผู้ว่างงานในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2562 เพียงเดือนเดียวเท่านั้น พบว่า มีอัตราผู้ว่างงานทั้งหมด 4.29 แสนคน โดยคิดเป็นอัตราการว่างงานที่ 1.1%

อัตราคนว่างงานจำนวน 4.29 แสนคนในเดือนพฤศจิกายน ถือเป็นอัตราที่สูงที่สุดในรอบ 4 เดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่มีจำนวนผู้ว่างงานทั้งหมด 4.36 แสนคน

ปัจจัยหลักจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่ามีดังนี้

  • ถูกเลิกจ้าง เนื่องจากนายจ้างหยุดหรือปิดกิจการ 4.75 หมื่นคน: หากเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ในกรณีนี้เกิดขึ้นเพียง 1.89 หมื่นคน เรียกได้ว่าในปีนี้ ลูกจ้างถูกเลิกจ้างเพิ่มขึ้นถึง 251% เนื่องจากเจ้าของกิจการหยุดหรือปิดกิจการ
  • หมดสัญญาจ้างงานและไม่ได้ทำสัญญาต่อ 3.85 หมื่นคน: หากเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ในกรณีนี้เกิดขึ้นเพียง 6,000 คน เรียกได้ว่าในปีนี้ ลูกจ้างถูกเลิกจ้างเพิ่มขึ้นถึง 641% เนื่องจากลูกจ้างหมดสัญญาจ้างและเจ้าของกิจการไม่ได้ทำสัญญาต่อ

สำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผยว่า กลุ่มคนที่ว่างงานมากที่สุดคือ

  • ผู้ที่มีการศึกษาระดับอุดมศึกษา 1.32 แสนคน
  • ผู้ที่มีการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 1.07 แสนคน
  • ผู้ที่มีการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 9.1 หมื่นคน

อย่างไรก็ตาม หากย้อนไปดูสถิติก่อนหน้านี้ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีอัตราคนว่างงานที่ 3.55 แสนคน นั่นหมายความว่าผ่านไปเพียง 1 เดือน คนไทยว่างงานเพิ่มขึ้นเกือบ 1 แสนคน (ตัวเลขที่คิดตรงๆ คือ 7.4 หมื่นคน หรือคิดเป็น +20% จากเดือนก่อนหน้า)

ที่มา – สำนักงานสถิติแห่งชาติ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Ducati เตรียมจำหน่ายจักรยานไฟฟ้ารุ่น MIG-RR ในสหรัฐอเมริกา ราคาเริ่มต้น 1.21 แสนบาท

Brand Inside - 11 December 2019 - 12:54

หากพูดถึงชื่อ Ducati ภาพจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ต้องลอยออกมาแน่ๆ แต่ล่าสุด Ducati เริ่มขยายไลน์สินค้าไปที่กลุ่มจักรยานแล้ว แถมไม่ใช่จักรยานธรรมดาๆ แต่เป็นจักรยานไฟฟ้า และราคามันเริ่มต้นที่ 1.21 แสนบาท

ducatiจักรยานไฟฟ้าแบบเสือภูเขารุ่น MIG-RR ของ Ducati จับกลุ่มผู้ใช้เดิม แถมสื่อสารเรื่องไฟฟ้าไปในตัว

ปัจจุบัน Ducati ยังเป็นผู้ผลิตรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์อันดับต้นๆ ของโลก ผ่านรายได้ในปี 2561 กว่า 699 ล้านยูโร (ราว 23,000 ล้านบาท) กับการส่งมอบจักรยานยนต์ไป 53,004 คัน แต่ด้วยกระแสอุตสาหกรรมยานยนต์พุ่งไปที่การขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า และกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ก็เดินหน้าเรื่องนี้เต็มที่ ฝั่งผู้ผลิตจักรยานยนต์ก็ต้องเดินหน้าเช่นกัน

Ducati มีการวางแผนพัฒนาจักรยานยนต์ไฟฟ้าอยู่แล้ว แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะออกมาทำตลาดเมื่อไร ดังนั้นเพื่อสื่อสารให้ผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าเดิมรับรู้ Ducati จึงเดินหน้ากลยุทธ์ใหม่ นั่นคือการพัฒนาจักรยานไฟฟ้าแบบเสือภูเขา หรือ e-Mountain Bike

สำหรับเจ้า e-Mountain Bike ของ Ducati นั้นใช้ชื่อรุ่นว่า MIG-RR เปิดตัวครั้งแรกในงาน EICMA ปี 2561 และตอนนี้ก็เตรียมจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาแล้ว ราคาอยู่ระหว่าง 4,000-7,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.21-2.12 แสนบาท) เรียกว่าไม่ถูกเลยเมื่อเทียบกับจักรยานไฟฟ้าทั่วไปที่ราคาหลักพันบาทก็มี

ducatiจักรยานไฟฟ้าแบบเสือภูเขารุ่น MIG-RR ของ Ducati

“เป้าหมายแรกของเราคือกลุ่มลูกค้าที่มีจักรยานยนต์ Ducati อยู่แล้ว เพราะใช่ว่าพวกเขาต้องใช้จักรยานยนต์ตลอดเวลา หากพวกเขาอยากไปออกกำลังกาย การขี่จักรยานเสือภูเขาก็ตอบโจทย์ และการติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าเข้าไปก็เพื่อสื่อสารให้รู้ว่ามันใช้งานได้จริง” Jason Chinnick ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Ducati อเมริกาเหนือ กล่าว

จักรยานไฟฟ้ารุ่น MIG-RR ของ Ducati ใช้มอเตอร์ที่ให้กำลังไฟ 250 วัตต์ สร้างแรงบิดได้ 70 นิวตันเมตร มีแบตเตอรี่ความจุ 504 วัตต์ชั่วโมง สามารถขับขี่ต่อเนื่องได้ 1-2 ชั่วโมง แล้วแต่ความเร็วที่ต้องการ ส่วนแผนในการทำตลาดพื้นที่อื่ีนๆ ยังไม่มีการเปิดเผย

สรุป

จักรยานไฟฟ้ามีเห็นกันมาระยะหนึ่งแล้ว ถ้าให้คุ้นเคยในประเทศไทยก็จะเป็นจักรยานแม่บ้านที่ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าเข้าไป ส่วนแบบอื่นๆ นั้นยังไม่ค่อยเห็นนัก นอกจากนี้ส่วนตัวมองว่าการสื่อสารเรื่องจักรยานยนต์ไฟฟ้าของ Ducati จริงๆ น่าจะใช้วิธีอื่นก็ได้ และจักรยานไฟฟ้าแบบเสือภูเขาก็คงเป็นแค่หนึ่งในนวัตกรรมใหม่เท่านั้น

อ้างอิง // Electrek

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

King Power ยื่นข้อเสนอประมูล Duty Free สนามบินดอนเมืองเพียงรายเดียว

Brand Inside - 11 December 2019 - 12:27

บมจ. ท่าอากาศยานไทย ได้รายงานว่าในการเปิดยื่นข้อเสนอประมูลพื้นที่ Duty Free ของสนามบินดอนเมืองนั้นมีเพียงแค่ทางคิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรีได้ยื่นข้อเสนอมาเพียงรายเดียวเท่านั้น

คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี King Power Duty freeภาพจาก Shutterstock

สำนักข่าวอินโฟเควสต์ ได้รายงานว่า บมจ. ท่าอากาศยานไทย (AOT) ได้เปิดเผยว่าหลังจากที่เปิดกำหนดการให้เอกชนยื่นข้อเสนอโครงการให้สิทธิ์ประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร (Duty Free) ในวันนี้ (11 ธันวาคม) นั้น โดยผู้มายื่นข้อเสนอนั้นมีเพียงแค่ทางด้านของ “คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี” เท่านั้น

โดยในวันนี้นั้น AOT จะทำการประกาศรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติของผู้ที่ยื่นข้อเสนอ ก่อนที่จะเปิดให้เอกชนนำเสนอผลงานข้อเสนอด้านเทคนิคในวันที่ 12-13 ธันวาคม ขณะที่กำหนดการเปิดซองข้อเสนอค่าตอบแทนและประกาศผลคะแนนสูงสุดวันที่นั้นภายในวันที่ 16 ธันวาคม ก่อนที่จะเสนอผลผู้ชนะต่อคณะกรรมการบริหารของ AOT ต่อไป

คาดการณ์กันว่าในศึกการประมูลครั้งนี้จะมีผู้เล่น 2 รายที่สนใจในการประมูลได้แก่ คิงเพาเวอร์ และทางกลุ่มเดอะมอลล์ เท่านั้น

ขณะเดียวกันสื่อธุรกิจในประเทศไทยหลายๆ แห่งนั้นมีมุมมองว่าในการประมูลพื้นที่ Duty Free ของสนามบินดอนเมืองจะไม่คึกคักเหมือนกรณีของสนามบินสุวรรณภูมิ เนื่องจากพื้นที่ของสนามบินดอนเมืองมีพื้นที่จำกัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหลุมจอดเครื่องบิน รันเวย์ ฯลฯ ส่งผลให้ปริมาณผู้โดยสารไม่ได้เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม และคาดว่าราคาในการประมูลครั้งนี้จะไม่ห่างจากครั้งที่แล้วมากนัก

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

บ้านดีมีดาวน์ เริ่มลงทะเบียนวันนี้วันแรก ลดภาระผ่อนดาวน์ 50,000 บาทต่อราย 1 แสนคน

Brand Inside - 11 December 2019 - 09:17

กระทรวงการคลังเปิดให้ประชาชนที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง เริ่มลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ “บ้านดีมีดาวน์” วันที่ 11 ธันวาคมนี้เป็นวันแรก ผ่านเว็บไซต์ www.บ้านดีมีดาวน์.com เริ่มลงทะเบียนเวลา 08.00น. ถึง 18.00น. ทั้งหมด 100,000 สิทธิ

บ้านดีมีดาวน์ ภาพจากทำเนียบรัฐบาล

โครงการบ้านดีมีดาวน์ เป็นโครงการที่รัฐต้องการช่วยลดภาระให้คนอยากมีบ้าน 50,000 บาทต่อรายแก่ประชาชน 100,000 รายแรก

คุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการ

  • มีตัวตนตามฐานข้อมูลของกรมการปกครอง
  • อยู่ในระบบฐานภาษี
  • มีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อเดือน 
  • หรือมีรายได้ไม่เกิน 1,200,000 บาทต่อปี
  • ซื้อที่อยู่อาศัยใหม่จากผู้ประกอบการและได้รับอนุมัติสินเชื่อและจดทะเบียนนิติกรรมจำนองระหว่าง 27 พฤศจิกายน 2562-31 มีนาคม 2563
  • เป็นผู้กู้หรือผู้กู้หลักกับสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ
  • เป็นการยื่นกู้ใหม่ (ไม่ใช่ refinance)
  • การขอสินเชื่อต้องเป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่สร้างแล้วเสร็จ ไม่รวมบ้านมือสองและทรัพย์สินรอการขายของกรมบังคับคดี 
  • ซื้อจากผู้ประกอบการที่เป็นผู้จัดสรรตามกฎหมายเท่านั้น 
ภาพจาก Pixabay

เงื่อนไขในการได้รับสิทธิ

  • เป็นผู้ที่ได้รับการยืนยันจากระบบกระทรวงการคลังว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติและปฏิบัติตามเงื่อนไขของโครงการ
  • ผู้ที่ลงทะเบียนและได้ผ่านการตรวจสอบสิทธิจากโครงการถูกต้องครบถ้วน มีข้อพิจารณา ดังนี้ 
    • โครงการได้รับข้อมูลจากสถาบันการเงินที่ท่านได้ทำธุรกรรมด้วย
    • ในกรณีที่สถาบันการเงินส่งข้อมูลมาวันเดียวกัน จะพิจารณาจากวันที่จดจำนอง
    • ในกรณีที่มีผู้เข้าข่ายได้รับสิทธิเกิน 1 แสนราย หากสถาบันการเงินส่งข้อมูลมาวันเดียวกัน และการจดจำนองเป็นวันเดียวกัน จะพิจารณาให้สิทธิจากผู้ที่ลงทะเบียนบนเว็บไซต์ก่อน
ขั้นตอนการรับสิทธิบ้านดีมีดาวน์ ภาพจาก www.บ้านดีมีดาวน์.com

ขั้นตอนการรับสิทธิ

  • ลงทะเบียนวันที่ 11 ธันวาคม 2562-31 มีนาคม 2563 เวลา 08.00น. ถึง 18.00น.
  • ได้รับ E-mail แจ้งผลการตรวจรอบแรกใน 3 วัน
  • สถาบันการเงินพิจารณาคำกู้ตามกระบวนการของธนาคาร และส่งข้อมูลของผู้กู้ที่เข้าร่วมโครงการให้กับระบบ
  • ระบบตรวจสอบข้อมูลที่ได้จากสถาบันการเงินและแจ้งผลการตรวจสอบ
  • ธอส. ได้รับข้อมูลผู้ได้รับสิทธิ์และโอนเงิน 50,000 บาท เข้าบัญชีที่สมัครพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักของผู้กู้หลัก 
  • ผู้เข้าร่วมโครงการได้รับเงินโอนเรียบร้อยแล้ว 

ฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าว “โครงการบ้านดีมีดาวน์เป็นโครงการที่ช่วยลดภาระให้แก่ผู้ซื้อที่อยู่อาศัยแก่ผู้มีคุณสมบัติและปฏิบัติตามเงื่อนไขของโครงการ” 

“ผู้ซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทจากผู้ประกอบการ ยังได้รับสิทธิประโยชน์อื่นที่รัฐบาลมอบให้ เช่น การลดค่าจดทะเบียนการโอนและค่าจดจำนองเหลือเพียงประเภทละ 0.01% และสิทธิ์ได้รับมาตรการสินเชื่อบ้านอัตราดอกเบี้ยต่ำเพียง 2.5% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรกของ ธอส.”

การดำเนินโครงการบ้านดีมีดาวน์ เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ให้ขยายตัวต่อไป

บ้านดีมีดาวน์ ภาพจาก Pixabay

ช็ครายชื่อสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ

  1. ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
  2. ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
  3. ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
  4. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
  5. ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
  6. ธนาคารซีไอเอ็มบี(ไทย) จำกัด (มหาชน)
  7. ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
  8. ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)
  9. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
  10. ธนาคารธนชาติ จำกัด (มหาชน)
  11. ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน)
  12. ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)
  13. ธนาคารไอซีบีซี(ไทย) จำกัด (มหาชน)
  14. ธนาคารอาคารสงเคราะห์
  15. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
  16. ธนาคารออมสิน
  17. ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร 02-111-1144 หรือเว็บไซต์ www.บ้านดีมีดาวน์.com

ที่มา – ทำเนียบรัฐบาล, บ้านดีมีดาวน์ 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ถ้าสหรัฐฯ ขึ้นภาษีจีน จีนอาจย้ายฐานการผลิตไปกัมพูชา

Brand Inside - 11 December 2019 - 08:20

ไม่ใช่แค่ญี่ปุ่นที่สนใจกัมพูชา จีนก็สน! ท่ามกลางบรรยากาศสงครามการค้าสหรัฐ-จีน จีนเร่งหาฐานการผลิตสินค้าเทคโนโลยีและสินค้าอุปโภคบริโภคแห่งใหม่ คาดว่าน่าจะเป็นกัมพูชา 

15 ธันวาคมที่กำลังจะถึงนี้ จะเป็นวันชี้ชะตาจีนว่า สหรัฐฯ จะขึ้นภาษีเพื่อเป็นการคว่ำบาตรจีนอย่างไร ทั้งในส่วนของสินค้าประเภทเทคโนโลยีอย่างสมาร์ทโฟนหรือสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆ ถ้าขึ้นภาษีอีก 15% จะมีมูลค่ามากถึง 1.6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4.84 ล้านล้านบาท

หลายบริษัทที่กำลังจะได้รับผลกระทบเรื่องการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ก็เตรียมย้ายฐานการผลิตกัน เช่น ผู้ผลิตสิ่งทอ ผ้าแคชมีร์ (cashmere) ที่มีฐานการผลิตอยู่เขตปกครองตนเองมณฑลซินเจียงก็เตรียมจะย้ายไปยังกัมพูชาเพื่อหนีผลกระทบที่มาจากการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ​ ด้วย แต่การหนีภาษีไปกัมพูชาก็ยังน่ากังวลเพราะยังมีเทคโนโลยีการผลิตที่เป็นแบบเก่าอยู่ อาจทำให้เสี่ยงต่อการรับมือกับต้นทุนสูงกว่าอยู่ที่ซินเจียงได้ 

การขึ้นภาษีสินค้าจีนของสหรัฐฯ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานั้น ทำเอาผู้ผลิตเสื้อผ้ายีนส์ในกวางโจวได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก เพราะสหรัฐฯ ถือเป็นตลาดหลักในการส่งออก

อย่างไรก็ดี ภายใต้ความพยายามของสหรัฐฯ ที่จะขึ้นภาษีจีน สหรัฐฯ และสหภาพยุโรปซึ่งเป็นชาติตะวันตกทั้งหลายก็พยายามจะกดดันกัมพูชาในประเด็นสิทธิมนุษยชนในเวลาไล่เลี่ยกัน ยิ่งทำให้จีนและกัมพูชาใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น

BEIJING, CHINA – APRIL 29: Cambodia’s Prime Minister Hun Sen arrives to meet with China’s President Xi Jinping at the Great Hall of the People on April 29, 2019 in Beijing, China. (Photo by Madoka Ikegami – Pool/Getty Images)

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา สี จิ้นผิง เพิ่งจะให้คำมั่นว่า จะนำเข้าข้าวจากกัมพูชามากถึง 4 แสนตันและจะผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างจีน-กัมพูชาให้ทะลุยอด 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 3 แสนล้านบาท) ภายในปี 2023

จีนยังปล่อยกู้ให้อีก 4 พันล้านหยวน หรือประมาณ 588 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1.7 หมื่นล้านบาทระหว่างปี 2019-2021 หลังกัมพูชาถูกขู่จากสหภาพยุโรปว่าจะคว่ำบาตรทางการค้า การปล่อยกู้และเร่งเดินหน้าให้ความช่วยเหลือของจีนในต่างประเทศ จะยิ่งทำให้จีนสานฝัน Belt and Road Initiative ให้สำเร็จได้รวดเร็วขึ้น

จีนไม่ได้เพิ่งเริ่มคิดลงทุนในกัมพูชา แต่เริ่มมานานแล้ว นับตั้งแต่ปี 2013-2018 มีการลงทุนโดยตรงจากจีนมากถึง 5.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.6 แสนล้านบาท 5 ปีที่แล้วอพาร์ทเมนท์หรูผุดขึ้นในกัมพูชามากถึง 1,500 แห่ง โรงแรมหรูก็เช่นกัน ถือเป็นพื้นที่ที่เติบโตได้ดีโดยเฉพาะในด้านอสังหาริมทรัพย์ นักลงทุนจีนไว้ใจกัมพูชาและมองเห็นอนาคตว่าลงทุนที่นี่แล้วไปได้ดี

ด้วยเหตุนี้ จีนกับกัมพูชาซึ่งมีความสัมพันธ์​ใกล้ชิดกันอยู่แล้ว แถมจีนยังเคยกล่าวว่ากัมพูชาถือเป็นพันธมิตรที่ซื่อสัตย์ของจีนด้วย สถานการณ์​เช่นนี้จึงทำให้ทั้งสองฝ่ายยิ่งกระชับความสัมพันธ์​แน่นแฟ้นขึ้น 

สก โสเพียก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์​กัมพูชาได้ให้สัมภาษณ์ Khmer Times ไว้ว่า “จีนกำลังเผชิญความท้าทายในด้านการค้ากับสหรัฐฯ บริษัทจีนจึงมองหาแหล่งผลิตที่เป็นโอกาสใหม่ๆ ให้กับจีน ซึ่งก็คือ กัมพูชากับเวียดนาม เป้าหมายก็เพื่อให้ประเทศเหล่านี้ผลิตสินค้าส่งออกมายังสหรัฐฯ ได้”

สำหรับจีนแล้ว การย้ายฐานการผลิตไปกัมพูชา เวียดนามและปากีสถานก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจและทำให้เลี่ยงผลกระทบจากการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ได้ 

ที่มา – Asia Nikkei Review, CNBC, South China Morning Post (1), (2), Ministry of Foreign Affairs of the People’s Republic of China

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Mercedes-Benz ร่วมมือ Bosch พัฒนา S-Class ให้เป็นรถยนต์ไร้คนขับเต็มรูปแบบ

Brand Inside - 11 December 2019 - 01:44

รถยนต์ไร้คนขับเป็นอีกเทคโนโลยีที่ค่ายผู้ผลิตรถยนต์ต้องเร่งพัฒนา และตอนนี้ Mercedes-Benz ก็เริ่มทดสอบมันแล้ว ผ่านการร่วมมือกับ Bosch เพื่อพัฒนา S-Class ให้เป็นรถยนต์ไร้คนขับเต็มรูปแบบ

mercedes-benzรถยนต์ไร้คนขับที่ Mercedes-Benz ร่วมมือกับ Bosch ทดสอบที่สหรัฐอเมริกาก่อนให้ใช้จริง

การพัฒนารถยนต์ไร้คนขับของแต่ละค่ายผู้ผลิตนั้นก็มีความจริงจังต่างกันไป บ้างก็ยังไม่เน้น หรือบางรายก็พยายามให้ไปให้ถึง Level 5 หรือผู้ขับแค่นั่งเฉยๆ ไม่ต้องใส่ใจกับการขับขี่อีกต่อไป ซึ่ง Mercedes-Benz มีเป้าหมายที่จะทำให้ถึงจุดนั้นให้ได้ จึงเป็นที่มาของการทดสอบรถยนต์ไร้คนขับอย่างจริงจัง

ล่าสุด Mercedes-Benz ร่วมมือกับ Bosch เพื่อนำ S-Class มาติดตั้งอุปกรณ์ และเซ็นเซอร์ต่างๆ เพื่อให้ตัวรถกลายเป็นรถยนต์ไร้คนขับ และนำรถยนต์รุ่นดังกล่าวไปลงถนนเพื่อทดสอบทั้งในชานเมืองอย่าง San Jose รวมถึงในเมืองที่ Stevens Creek Boulevard ซึ่งทั้งคู่อยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา

การทดสอบนี้ Mercedes-Benz จะสุ่มคัดเลือกกลุ่มผู้ใช้มา โดยพวกเขาสามารถใช้แอปพลิเคชั่นเรียกรถยนต์ไร้คนขับมารับ-ส่งในพื้นที่ดังกล่าวได้ ส่วนตัวรถยนต์ไร้คนขับที่ทดสอบ Mercedes-Benz ก็จะมีผู้ขับขี่นั่งไปด้วยเสมอ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้

Uwe Keller หัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับของ Mercedes-Benz เล่าให้ฟังว่า เพื่อการทดสอบในทุกสถานการณ์ จึงเลือกทดสอบทั้งนอกเมือง และในเมือง ที่สำคัญบริษัทยังไม่มีแผนขยายบริการนี้ไปยังพื้นที่อื่น และไม่ได้เปิดให้คนทั่วไปใช้งานในอนาคตอันใกล้

สรุป

ส่วนตัวมองว่าเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับคืออนาคตของอุตสาหกรรมรถยนต์ คล้ายกับกรณีของรถยนต์ไฟฟ้า เพราะมันจะพลิกโฉมการขับขี่ และการออกแบบรถยนต์ตลอดกาล ดังนั้นต้องคอยจับตากันว่าค่ายผู้ผลิตรถยนต์ค่ายใดอีกบ้างที่เริ่มทดสอบรถยนต์ไร้คนขับอย่างจริงจัง

อ้างอิง // CNET

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

กัมพูชาเนื้อหอม ญี่ปุ่นหวังดันเป็นฮับดึงดูดการลงทุนแห่งใหม่ของอาเซียน

Brand Inside - 10 December 2019 - 23:04

กัมพูชาเปิดพื้นที่อุตสาหกรรมใหม่บริเวณเขตเศรษฐกิจพิเศษใกล้ชายแดนไทยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หวังให้เป็นแหล่งดึงดูดการผลิตแห่งใหม่ของอาเซียน พื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่บริเวณเขตเศรษฐกิจพิเศษปอยเปต ระยะทางยาวราว 8 กิโลเมตรจากชายแดน สามารถเดินทางจากกรุงเทพฯ มาถึงที่นี่ได้ภายใน 4 ชั่วโมง เส้นทางดังกล่าวยังเชื่อมไปยังทางใต้ของโฮจิมินห์ เวียดนามด้วย 

เขตเศรษฐกิจพิเศษปอยเปต กัมพูชา ใช้เวลาเดินทางมากรุงเทพฯ เพียง 4 ชั่วโมงเท่านั้น

ทั้งนี้ บริษัท Sumitomo Corp ของญี่ปุ่นได้ไปตั้งโรงงานใหม่ที่นั่นแล้วเรียบร้อย Hiroshi Uematsu ซึ่งเป็น CEO ประจำอยู่เขตเศรษฐกิจพิเศษปอยเปตนี้กล่าวว่า แรงงานกัมพูชาต้นทุนต่ำกว่าแรงงานไทยครึ่งหนึ่งและยังได้รับสิทธิพิเศษด้านภาษีด้วย กัมพูชาก็ถือเป็นทางเลือกด้านแรงงานที่น่าสนใจ 

เส้นทางจำลองเขตเศรษฐกิจพิเศษปอยเปต กัมพูชา ไปยังจังหวัดบันทายมีชัย หรือ บันเตียเมียนเจย

รายงานจาก The Phnom Penh Post ระบุว่า กัมพูชาเพิ่งเปิดให้จังหวัดบันเตียเมียนเจยซึ่งตั้งอยู่ในปอยเปตให้เป็นฮับทางด้านอุตสาหกรรมเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา กลายเป็นแหล่งลงทุนจากต่างประเทศแห่งใหม่ 

เอกอัครราชทูต Masahiro Mikami ที่ได้ไปร่วมงานดังกล่าว เผยว่า เป็นพื้นที่ที่เหมาะสม ทำให้เศรษฐกิจพัฒนาต่อไปได้อีก และยังเป็นพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ด้วย (ห่างจากท่าเรือแหลมฉบังของไทยประมาณ 250 กิโลเมตร)

ทั้งยังเป็นแหล่งดึงดูดการลงทุนจากนักลงทุนชาวญี่ปุ่นได้ดี “ผมเชื่อว่า พื้นที่อุตสาหกรรมที่เปิดใหม่บริเวณเขตเศรษฐกิจพิเศษปอยเปตนี้จะเป็นพื้นที่การลงทุนภายใต้ยุทธศาสตร์ไทยพลัสวันได้ดีทีเดียว (Thai Plus One strategy)”

ปัจจุบัน ปอยเปตเป็นที่ตั้งโรงงานราว 17 แห่ง สร้างงานกว่า 7,500 ราย ครึ่งหนึ่งเป็นโรงงานที่มาจากญี่ปุ่นที่จ้างงานไปแล้ว 2,000 ราย 

ชินโซะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ภาพจาก Public Relation Office, Government of Japan

บทความจาก Keiichiro Oizumi นักวิจัยอาวุโสด้านเศรษฐกิจ วิเคราะห์ถึงศักยภาพโมเดล “Thailand-Plus-One” ว่าเป็นโมเดลธุรกิจที่แตกออกมาจากเอเชียตะวันออก 

โดยหลักแล้วโมเดลธุรกิจนี้เป็นกลุ่มบริษัทญี่ปุ่นดำเนินธุรกิจในไทยเพื่อเคลื่อนย้ายแรงงานจากเขตเศรษฐกิจพิเศษในกัมพูชา ลาว เมียนมา และเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย 

บทความ Keiichiro เขียนวิเคราะห์ตั้งแต่ปี 2013 แล้ว แต่เขียนได้ดีและยังเป็นสถานการณ์ร่วมสมัย เขาบอกว่า ปัจจัยที่จะทำให้ “Thailand-Plus-One” สำเร็จได้และกลายเป็นความจริงได้ต้องอาศัยหลายปัจจัย 

เช่น ปัจจัยแรก ค่าแรงที่เพิ่มขึ้นในไทยและแรงงานที่ขาดแคลนในไทยจะดึงดูดให้แรงงานต่างชาติใน CLM น่าสนใจมากขึ้น ปัจจัยที่สอง พัฒนาการทางการเมืองและเศรษฐกิจในประเทศ CLM คือกัมพูชา สปป. ลาว และเมียนมาที่เอื้อให้เกิดการลงทุนในต่างประเทศได้ดีขึ้นก็จะพลิกประเทศเหล่านี้ให้มีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น 

ไปจนถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในเพื่อส่งเสริมให้การขนส่งและคมนาคมระหว่างประเทศดีขึ้นก็เป็นตัวดึงดูดเช่นกัน นอกจากนี้ ยังรวมถึงการให้เงินทุนสนับสนุนจากญี่ปุ่นด้วย

เส้นปอยเปตที่เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษของกัมพูชานี้จะเชื่อมโยงกับระเบียงเศรษฐกิจทางตอนใต้ของไทยที่สามารถเชื่อมไปยังโฮจิมินห์ เวียดนามได้ด้วย ล่าสุด ญี่ปุ่นยังให้ทุนช่วยเหลือการขยายระบบน้ำประปาในจังหวัดโพธิสัตว์ (Pursat) กัมพูชามากถึง 2.4 พันล้านเยน หรือประมาณ 670 ล้านบาท

ที่มา – Asia Nikkei Review, The Phnom Penh Post, RIM Pacific Business and Industries Vol. XIII, 2013 No. 50, Cambodian Corner, Ministry of Foreign Affairs & International Cooperation, Kingdom of Cambodia

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เวียดนามเตรียมลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรสหรัฐ หลังโดนติงเรื่องได้ดุลการค้ามากไป

Brand Inside - 10 December 2019 - 16:59

รัฐบาลเวียดนามเตรียมที่จะลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐ หลังจากก่อนหน้านี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ ได้กล่าวถึงว่าเวียดนามได้ดุลการค้าจากสหรัฐมากเกินไป

Port of Los Angeles Containerภาพจาก Shutterstock

รัฐบาลเวียดนามกำลังพิจารณาเรื่องการลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐอเมริกา หลังจากที่ วิลเบอร์ รอสส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้เยือนประเทศเวียดนามในช่วงการเดินทางมาประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน และได้ขอให้เวียดนามช่วยลดการได้ดุลทางการค้าลง หลังจากที่ในช่วงผ่านมาเวียดนามมีปริมาณการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐเพิ่มขึ้นจนได้ชื่อว่า “ผู้ชนะทางการค้า”

โดยที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของเวียดนาม เตรียมที่จะลดภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็น

  • เนื้อไก่ จากภาษีนำเข้า 20% เหลือ 18%
  • องุ่น จากภาษีนำเข้า 10% เหลือ 8%
  • แอปเปิล จากภาษีนำเข้า 10% เหลือ 8%
  • ข้าวสาลี จากภาษีนำเข้า 5% เหลือ 3%
  • เนื้อหมู จากภาษีนำเข้า 25% เหลือ 22%

ส่วนหนึ่งในการลดภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐนั้นอยู่ภายใต้เงื่อนไข ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ซึ่งเวียดนามอยู่ภายใต้ข้อตกลงนี้ นอกจากนี้เวียดนามเองพยายามที่จะเจรจากับสหรัฐในเรื่องของการค้ามาโดยตลอด รวมไปถึงความพยายามที่จะไม่ให้เวียดนามนั้นเป็นประเทศที่ติดอยู่ในบัญชีดำรายชื่อประเทศที่มีโอกาสควบคุมค่าเงิน ซึ่งจัดทำโดยกระทรวงการคลังของสหรัฐ

การลดภาษีนำเข้าส่วนหนึ่งนั้นทำเพื่อที่จะลดดุลการค้าที่เป็นบวกของเวียดนามลงมา ข้อมูลจาก US Cencus Bereau ในช่วง 10 เดือนของปี 2019 นี้นั้น เวียดนามได้ดุลทางการค้าจากสหรัฐอเมริกามากถึง 38,400 ล้านเหรียญสหรัฐ มากกว่าในปี 2018 มากถึง 33.6%

นอกจากนี้สหรัฐยังได้ขอให้เวียดนามยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าเกษตร เช่น องุ่น ข้าวสาลี แอปเปิล ภายในปีถัดไปด้วย ขณะที่สินค้าเกษตรอื่นๆ สหรัฐขอให้เวียดนามยกเลิกภาษีนำเข้าให้หมดภายในปี 2027 ถึง 2028

ที่มา – Reuters, VNexpress

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Pages