Work From Home ทำพิษ ค่าเช่าที่พักอาศัยในซานฟรานซิสโกลดลง 11.8% เหตุคนย้ายออกไปอยู่นอกเมือง

Brand Inside - 11 July 2020 - 20:41

การเลือกที่อยู่อาศัยต้องพิจารณาจากปัจจัยสำคัญหลายอย่าง โดยเฉพาะการเดินทางที่ต้องสะดวก ใช้เวลาไม่นาน และอยู่ไม่ไกลจากที่ทำงาน แต่บริษัทหลายๆ แห่ง เริ่มเปลี่ยนนโยบายให้พนักงานทำงานที่บ้านได้ต่อไป แม้ว่าจะไม่มีโควิด-19 ระบาดแล้วก็ตาม ส่งผลต่อราคาค่าเช่าที่อยู่อาศัยในซานฟรานซิสโกลดลงอย่างมาก

ซานฟรานซิสโก ภาพจาก Shutterstock

จากข้อมูลของ Zumper เว็บไซต์ประกาศให้เช่าที่พักอาศัยในสหรัฐอเมริกา พบว่าค่าเช่าที่พักอาศัยในซานฟรานซิสโก ลดลง 11.8% เมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว จากเดิมที่เคยมีค่าเช่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3,720 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 116,250 บาท เหลือเพียง 3,280 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 102,500 บาทต่อเดือน ซึ่งนับว่าเป็นพื้นที่ที่มีค่าเช่าที่พักอาศัยลดลงมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา ต่างจากค่าเช่าในพื้นที่อื่นๆ ที่มีแนวโน้มแพงขึ้นเฉลี่ย 1% ส่วนในโรดไอแลนด์ และแซคราเมนโต ค่าเช่ามีแนวโน้มแพงขึ้นประมาณ 5%

Anthemos Georgiades CEO ของ Zumper มองว่าค่าเช่าที่อยู่อาศัยที่ลดลงนี้เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ เพราะที่ผ่านมาค่าเช่าที่อยู่อาศัยในซานฟรานซิสโกไม่เคยลดลงเลย มีแต่จะแพงขึ้นๆ เรื่อยๆ อย่างเดียว ค่าเช่าที่ลดลงถึง 11.8% ภายในเวลา 1 ปี ถือเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นในช่วงหนึ่งอายุคน

Work From Home ถาวรเป็นเหตุ

อย่างไรก็ตามค่าเช่าที่อยู่อาศัยในซานฟรานซิสโกที่ลดลงไม่ใช่เรื่องลึกลับแต่อย่างใด เพราะในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่หลายแห่งที่มีสำนักงานใหญ่ในซานฟรานซิสโก ประกาศว่าจะอนุญาตให้พนักงานทำงานที่บ้านต่อไปแม้ว่าจะไม่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แล้วก็ตาม หรือบางบริษัทก็อนุญาตให้พนักงานทำงานที่บ้านจนถึงสิ้นปีนี้

เมื่อบริษัทอนุญาตให้พนักงานทำงานที่บ้านตลอดไป ความจำเป็นของพนักงานในการเช่าที่อยู่อาศัยในซานฟรานซิสโกจึงลดลง เมื่อไม่มีข้อจำกัดเรื่องสถานที่ และการเดินทางพวกเขาจึงไม่จำเป็นต้องเช่าที่พักอาศัยในเมืองที่มีราคาแพงอีกแล้ว แต่สามารถเลือกที่พักที่อยู่นอกเมืองออกไป แต่มีราคาถูกกว่า เพราะไม่ว่าที่พักจะอยู่ที่ไหนก็สามารถทำงานที่บ้านได้เช่นเดิม

ผู้ที่พักอาศัยบางส่วนย้ายออกจากซานฟรานซิสโกไปอยู่ในเมืองที่มีค่าเช่าที่พักถูกกว่า หรือบางส่วนอาศัยจังหวะที่ค่าเช่าถูกลงหันไปเช่าห้องใหม่เพื่ออยู่คนเดียวมากขึ้น แทนที่จะอยู่กับรูมเมทเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายอย่างที่เคยเป็น รวมถึงบางส่วนเริ่มมองหาทางเลือกที่จะหาที่พักที่มีพื้นที่ใช้สอยมากขึ้นเช่นกัน

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ ในขณะนี้ชาวอเมริกันจำนวนมากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 จนทำให้ตกงาน หรือโดนลดเงินเดือน เจ้าของที่พักอาศัยก็จำเป็นต้องปรับลดราคาค่าเช่าลงให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจ

ที่มา – cnbc

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Bed Bath & Beyond ค้าปลีกเครื่องใช้ฯ ยักษ์ใหญ่สหรัฐ เตรียมปิดหน้าร้าน 200 แห่งอีก 2 ปี

Brand Inside - 11 July 2020 - 15:00

อวสานหน้าร้าน

Bed Bath & Beyond บริษัทค้าปลีกเครื่องใช้ในบ้านยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ เตรียมปิดหน้าร้าน 200 แห่งในอีก 2 ปีข้างหน้า หลังจากไตรมาสที่ผ่านมาเจอโควิด-19 ถล่มจนยอดขายลดลงเกือบ 50% ขณะที่ยอดขายออนไลน์ในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคมที่ผ่านมาเพิ่มสูงขึ้นกว่า 100% ลูกค้ามักซื้อสินค้าที่เกี่ยวกับการทำความสะอาดและสินค้าตกแต่งบ้าน

การปิดหน้าร้าน 200 แห่งจะช่วยรักษาต้นทุนได้มากถึง 250-350 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 7.8 พันล้านบาท – 1 หมื่นล้านบาท โดย CFO Gustavo Arnal ระบุว่า กำลังเปลี่ยน business model โดยใช้ดิจิทัลนำ

ภาพจาก Shutterstock

หลังจากที่ยอดขายลดลงราว 49% หรือประมาณ 1.31 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 4.1 หมื่นล้านบาท จากเดิมอยู่ที่ 2.57 พันล้านบาท หรือ 8.05 หมื่นล้านบาท นักวิเคราะห์คาดว่าตัวเลขการปันผลกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 1.22 เหรียญสหรัฐ หรือ 38.21 บาท มียอดขายลดลงที่ 1.39 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือ 4.35 หมื่นล้านบาท

ขณะที่ยอดขายออนไลน์นั้นเพิ่มขึ้น 82% โดยในช่วงเมษายน-พฤษภาคม ยอดขายเพิ่มขึ้นกว่า 100% และยอดขายออนไลน์ถือเป็น 2 ใน 3 ของยอดขายทั้งหมดในไตรมาสแรก

ที่มา – CNBC, CBS NEWS

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Nielsen เตรียมปลดพนักงาน 3,500 คน ตามแผนปรับโครงสร้างลดต้นทุน

Brand Inside - 11 July 2020 - 12:00

Nielsen (นีลเส็น) บริษัทที่ให้บริการสำรวจวิจัยทางธุรกิจ สังคม และเศรษฐกิจ เตรียมปลดพนักงานราว 3,500 คน ตามแผนปรับโครงสร้างลดต้นทุน

โดย Nielsen ระบุว่า ค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างโดยรวมสำหรับปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 150-170 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4.6-5.3 พันล้านบาท ซึ่งบริษัทประกอบธุรกิจอยู่รอบโลกกว่า 100 แห่ง มีพนักงานราว 46,000 คน

ปีที่ผ่านมา Nielsen ได้แยกออกเป็น 2 บริษัท คือบริษัท Nielsen Global Connect มุ่งให้บริการด้านการตลาด และ Nielsen Global Media บริษัทที่มุ่งวัดผลด้านสื่อซึ่งจะมี CEO David Kenny ดูแลทั้งสองยูนิตเช่นเดิม

รายได้ของ Nielsen ในไตรมาสแรกค่อนข้างทรงตัวอยู่ที่ 1.56 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 4.88 หมื่นล้านบาท ขณะที่ปีก่อนหน้าอยู่ที่ 1.53 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4.79 หมื่นล้านบาท Nielsen มีรายได้เติบโตอยู่ที่ 2%

ที่มา – Media Post, CFO

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

พัก “Brainstorm” ไว้ก่อน! ทำความรู้จัก “Questionstorm” วิธีระดมสมองของบริษัทระดับโลก

Brand Inside - 11 July 2020 - 11:36

เมื่อต้องการระดมไอเดียเพื่อแก้ปัญหาทางธุรกิจ คนทั่วไปมักจะใช้วิธี Brainstorm แต่รู้หรือไม่ว่าวิธีการนี้ไม่ได้มีประสิทธิภาพเสมอไป 

ขอบคุณรูปภาพจาก Shutterstock

Questionstorm คือวิธีระดมสมองแบบใหม่ที่บริษัทระดับโลกอย่าง Netflix และ Airbnb ใช้กัน วิธีการนี้ปรากฎอยู่ในหนังสือ A More Beautiful Question เขียนโดย Warren Berger ซึ่งนำเสนอ 4 ขั้นตอนที่บริษัทชั้นนำใช้ตั้งคำถามเพื่อแก้ปัญหา และพัฒนาธุรกิจให้ไปไกลระดับโลก

1. เริ่มต้นด้วยประโยคเป้าหมาย

หากเป้าหมายของการระดมไอเดียครั้งนี้ คือได้วิธีที่จะทำให้มีลูกค้าเพิ่มขึ้น แทนที่จะเริ่มต้นด้วยคำถามที่ว่า “ทำอย่างไรให้มีลูกค้าเพิ่มขึ้น” ลองเริ่มต้นด้วยประโยคเป้าหมายที่ว่า “พวกเราต้องการให้มีลูกค้าเพิ่มขึ้น” 

2. ลิสต์คำถามออกมาให้ได้มากที่สุด

เราจะคิดคำถามเพื่อนำไปสู่คำตอบของเป้าหมายในข้อแรก โดยจะช่วยกันคิดคำถามพร้อมกับคนในทีม หรือแยกกันไปคิดเป็นรายบุคคลแล้วค่อยมานำเสนอให้ทีมฟังทีหลังก็ได้ ในขั้นตอนนี้จะใช้เวลาประมาณ 15 นาที ซึ่งข้อควรระวังคือ ให้คิดมาแค่คำถามเท่านั้น ไม่ต้องคิดคำตอบมาด้วย 

3. ปรับคำถามปลายปิดให้เป็นคำถามปลายเปิด และปรับคำถามปลายเปิดให้เป็นคำถามปลายปิด 

ขั้นตอนนี้จะทำให้เราได้จำนวนคำถามเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า และแน่นอนว่าคำถามที่เพิ่มขึ้นจะนำไปสู่คำตอบหรือไอเดียที่มากขึ้นนั่นเอง เช่น ปรับคำถามปลายเปิดที่ว่า “ทำอย่างไรให้มีลูกค้าเพิ่มขึ้น” เป็นคำถามปลายปิดว่า “การเพิ่มจำนวนลูกค้าเป็นเรื่องยากหรือไม่” เพื่อให้ได้คำตอบแนว ใช่ หรือ ไม่ใช่ เป็นต้น

4. จัดลำดับความสำคัญของคำถาม และเลือกข้อที่ชอบออกมา 

ให้คนในทีมเลือกคำถามที่ชอบหรือคิดว่าจะเป็นประโยชน์ที่สุดออกมาคนละ 3 คำถาม ขั้นตอนนี้จะช่วยให้คนในทีมจัดลำดับความสำคัญของแต่ละคำถามได้ และอาจจะทำให้พบว่าบางคำถามที่ยังไม่ใช้ในปัจจุบันอาจนำไปใช้กับโปรเจคต่อๆ ไปในอนาคตได้

ขอบคุณรูปภาพจาก Shutterstock ทำไมการ Brainstorm แบบเดิมๆ ถึงไม่ได้ผล

Harvard Business Review ระบุว่าการ Brainstorm เพื่อหาคำตอบมักจะน่าเบื่อกว่าการ Questionstorm ที่สร้างความตื่นเต้น และกระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจ

โดยปกติการ Brainstorm คือการระดมความคิดเพื่อหาคำตอบให้กับปัญหาต่างๆ ซึ่งคำตอบที่ได้ในครั้งแรกไม่จำเป็นต้องถูกต้อง เพราะเป้าหมายของวิธีการนี้ คือได้คำตอบจำนวนมาก และมาคัดเลือกคำตอบที่คิดว่าเหมาะสมที่สุดในภายหลัง ทำให้หลายๆ คนไม่กล้าแสดงความคิดเห็น เพราะกลัวตัวเองจะดูไม่ดีหากเสนอความคิดเห็นบางอย่างออกไป ยิ่งไปกว่านั้น บางคนก็ไม่กล้าเสนอความคิดดีๆ เพราะกลัวว่าจะโดนหัวหน้ามอบหมายงานชิ้นใหญ่ให้ทำ

ในทางตรงกันข้าม หากใช้วิธี Questionstorm คนแสดงความคิดเห็นก็ไม่ต้องกลัวผิด เพราะยังไม่มีใครทราบว่าคำตอบที่ถูกต้องคืออะไร ทำให้มีโอกาสเกิดไอเดียใหม่ๆ ที่น่าสนใจได้

ที่มา: Inc

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ IMF ชี้ หลายๆ ประเทศอาจต้องปรับโครงสร้างหนี้หลัง COVID-19

Brand Inside - 11 July 2020 - 09:27

กิตา โกปินาธ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ได้ชี้ว่าหลายๆ ประเทศอาจต้องปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ หลังจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 เนื่องจากหนี้สินที่สูง

London England ลอนดอน COVID-19ภาพจาก Shutterstock

Gita Gopinath หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ได้กล่าวในงานสัมมนาออนไลน์ของมหาวิทยาลัย Oxford และ มหาวิทยาลัย Tokyo ว่า หลังจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 หลายๆ ประเทศอาจต้องมีการปรับโครงสร้างหนี้ หลังจากกลุ่มประเทศเหล่านี้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างหนัก โดยเฉพาะประเทศที่มีรายได้ต่ำที่มีความเสี่ยงสูง

หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ IMF ยังได้ชี้ว่าล่าสุดประเทศที่มีรายได้ต่ำเหล่านี้ 40% กำลังอยู่ในสภาวะหนี้ที่สูงจากการกู้ยืมเงิน นอกจากนี้จำนวนประเทศก็กำลังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้เธอยังให้ความเห็นว่า กลุ่มประเทศเจ้าหนี้ทั้งหลายควรจะยืดเวลาชำระหนี้ออกไป

ก่อนหน้านี้ IMF เองได้ออกมาปรับประมาณการเศรษฐกิจโลกว่า GDP จะถดถอยมาอยู่ที่ -4.9% หลังจากผลกระทบจาก COVID-19 มีมากกว่าที่คาด ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจช้ากว่าที่คาดไว้ ส่งผลทำให้ครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำมีโอกาสน้อยมากที่จะลดความยากจนลงนับตั้งแต่ยุค 1990

ขณะเดียวกันเธอก็ยังได้ให้แนวทางว่า ประเทศต่างๆ ควรจะให้ความช่วยเหลือแก่ภาคเอกชนต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 เป็นลักษณะเหมือน “หุ้นเพิ่มทุน” หรือ “หุ้นกู้แปลงสภาพ” แก่ภาคเอกชน โดยเธอได้ยกตัวอย่างวิกฤติการเงินของญี่ปุ่นในช่วงปลายยุค 1990 ที่รัฐบาลได้อัดฉีดเงินเข้าไป แต่ได้แปลงสภาพเป็นหุ้นของบริษัทเอกชนในท้ายที่สุด

เธอยังให้เหตุผลว่า ภาคเอกชนหลายๆ แห่งอาจได้รับผลกระทบหลัง COVID-19 จากหนี้สินที่เพิ่มพูนมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ แต่ถ้าหากใช้วิธีดังกล่าวก็จะลดปัญหาหนี้ของภาคเอกชนลง

นอกจากนี้เธอยังได้กล่าวว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกนั้นมีความไม่แน่นอนสูงมาก รวมไปถึงมีความเป็นไปได้ที่ต่ำ และได้เรียกร้องให้รัฐบาลแต่ละประเทศช่วยสนับสนุนทั้งนโยบายการคลัง รวมไปถึงนโยบายการเงินของธนาคารกลางของแต่ละประเทศเพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้

ที่มา – WZKO, Business Standard

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

AIS เปิด AIS eSports STUDIO เดินเกมรุกตลาดเกม หวังกระตุ้นอุตสาหกรรม-องค์กร เติบโตระยะยาว

Brand Inside - 11 July 2020 - 09:19

ด้วยการเติบโตของอุตสาหกรรม E-Sports เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่นในประเทศไทยมีมูลค่าตลาดเกมรวมกันกว่า 20,000 ล้านบาท ทำให้ AIS ตัดสินใจเปิดเกมรุกในตลาดนี้อีกขั้นด้วยการเปิดตัว AIS eSports STUDIO

ais esports studio

สนับสนุนตลาดด้วยสถานที่กลาง

ปกติแล้วการขับเคลื่อนของอุตสาหกรรม E-Sports จะมาในรูปแบบต่างคนต่างทำ เช่นทีม E-Sports มีสถานที่ซ้อม และสนับสนุนนักกีฬา ส่วนผู้ให้บริการเกมจะมีกิจกรรมทางการตลาดแค่เกมของตัวเอง ทำให้ยังขาดตัวกลางในการเชื่อมต่อทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเติบโตของ E-Sports

จุดนี้เอง AIS จึงเปิดตัว AIS eSports Studio หรือ Community Hub E-Sports 24 ชม. แห่งแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งอยู่ที่สามย่านมิตรทาวน์ โดยในสถานที่แห่งนี้ประกอบไปด้วยคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูง, ห้องส่งที่สามารถจัดถ่ายทอดสดการแข่งขันเกมได้ และห้องสำหรับให้ Game Caster สามารถเข้ามาใช้บริการเป็นต้น

ais esports studio

ขณะเดียวกันยังถือเป็นการต่อยอดการทำตลาด E-Sports ของ AIS ภายใต้แนวคิด Connect, Compete, Co-Educate และ Community ผ่านการสร้างการแข่งขัน และร่วมมือกับมหาวิทยาลัย รวมถึงการนำโครงสร้างพื้นฐานด้านการเชื่อมต่อของ AIS ที่มีประสิทธิภาพสูงมายกระดับการเชื่อมต่อถึงเนื้อหา E-Sports เช่นกัน

ไม่มองแค่เกม แต่คือโอกาสทางธุรกิจ

ปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป AIS เล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันจะมองแค่เกมเป็นแค่ความบันเทิงรูปแบบหนึ่งไม่ได้ เพราะเกมเริ่มยกระดับไปสู่กีฬา มีผู้ชมเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ดังนั้น E-Sports จึงเป็นอีกโอกาสทางธุรกิจที่ AIS เข้าไปลงทุน

ais esports studio

“การลงทุนใน E-Sports เป็นหนึ่งในเม็ดเงินลงทุนรวมของบริษัท และมันยังเหลือโอกาสเติบโตอีกมากมาย ที่สำคัญถ้า AIS ไม่เข้ามาลงทุน ตลาดนี้ก็เติบโตอยู่แล้ว ดังนั้นการเข้ามาของ AIS คือการทำให้ตลาดนี้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และสามารถเติบโตจนสร้างประเทศไทยให้เป็น E-Sports Hub ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

ทำตลาด E-Sports ครบวงจร

ทั้งนี้นอกจาก AIS eSports STUDIO ทาง AIS ยังทำตลาด E-Sports แบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการร่วมมือกับสมาคมกีฬาอีสปอร์ตแห่งประเทศไทยเพื่อช่วยเหลือด้านการฝึกซ้อมของนักกีฬา, จัดรายการแนะนำข้อมูลเกี่ยวกับเกม, จัดงานสัมมนาเกี่ยวกับเกม และการมอบรางวัลให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนี้เป็นต้น

สรุป

การเดินหน้าทำตลาด E-Sports ของ AIS แสดงให้เห็นว่า อุตสาหกรรมนี้เติบโตจนบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ต้องเข้ามาลงทุนเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ยิ่ง E-Sports เป็นที่นิยมของคนรุ่นใหม่ และคนรุ่นใหม่นี้เองเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของหลายองค์กร ดังนั้นถ้าเข้าถึงพวกเขาผ่าน E-Sports ได้ โอกาสการเติบโตทางธุรกิจก็ยังมีอีกมากมาย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ทรัมป์ชี้ความสัมพันธ์ สหรัฐ-จีน “เสียหายอย่างรุนแรง” ย้ำไม่ใช่เวลามาเจรจาข้อตกลงการค้าเฟสที่ 2

Brand Inside - 11 July 2020 - 01:38

ประธานาธิบดีสหรัฐกล่าวถึงความสัมพันธ์ของ 2 มหาอำนาจในตอนนี้ว่า “เสียหายอย่างรุนแรง” ขณะเดียวกันเขาเองได้ย้ำว่าไม่ใช่เวลาที่จะมาคิดเรื่องการเจรจาการค้าในเฟสที่ 2

Donald Trump โดนัลด์ ทรัมป์Donald Trump – ภาพจาก The White House

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐ ได้กล่าวกับสื่อในประเทศในขณะที่เตรียมเดินทางไปยังรัฐฟลอริดา โดยเขาเองได้กล่าวว่า ความสัมพันธ์ของสหรัฐกับจีนในตอนนี้ถือว่า เสียหายอย่างรุนแรง โดยเฉพาะจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่มีจุดเริ่มต้นจากประเทศจีน ต่อมามีการแพร่ระบาดไปทั่วโลก และสหรัฐเองก็กลายเป็นหนึ่งประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงติดอันโลกอยู่ในขณะนี้

นอกจากนี้ประธานาธิบดีของสหรัฐ ยังได้กล่าวย้ำว่า “จีนสามารถที่จะจำกัดการแพร่ระบาดของ COVID-19 ได้ดีกว่านี้ แต่จีนเองกลับเลือกที่จะไม่ทำ” ทำให้เขาเองมองว่าความสัมพันธ์ระหว่าง 2 มหาอำนาจนั้นย่ำแย่ลงจากผลของการแพร่ระบาดของ COVID-19 นี้

ไม่เพียงแค่นั้นเมื่อนักข่าวได้สอบถาม โดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับประเด็นข้อตกลงการค้าในเฟสที่ 2 เขาเองยังได้กล่าวว่า “พูดตรงๆ นะ มีอะไรให้ผมคิดมากมาย และผมเองยังไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้แต่อย่างใด” โดยก่อนหน้านี้ที่ปรึกษา ทรัมป์ เองเคยขู่จีนว่าอาจยกเลิกข้อตกลงการค้าในเฟสที่ 1 รวมไปถึงทรัมป์เองไม่พอใจที่จีนซื้อสินค้าทางการเกษตรอย่างที่เขาต้องการ

ข้อตกลงการค้าในเฟสที่ 1 ที่ได้จัดทำข้อตกลงไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา จีนรับปากว่าจะซื้อสินค้า-บริการจากสหรัฐอเมริกามูลค่าทั้งสิ้นกว่า 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในระยะเวลา 2 ปีข้างหน้า เพื่อที่ทำให้สหรัฐลดการขาดดุลทางการค้ากับจีน

ที่มา – Chicago Tribune, New York Post

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

FBI จัดหนัก มองจีนเป็นภัยคุกคามความมั่นคง-เศรษฐกิจ-เป็นเผด็จการ-เป็นโจรกรรมความมั่งคั่ง

Brand Inside - 10 July 2020 - 21:32

สถานะจีนในปัจจุบันกำลังเป็นที่จับตามองไปทั่วโลก ทั้งในด้านเศรษฐกิจและด้านความมั่นคง จีนเปิดหน้าสร้างศัตรูทั้งฮ่องกง ไต้หวัน อินเดีย ออสเตรเลีย ประเทศแถบทะเลจีนใต้ รวมทั้งสหรัฐอเมริกาคู่ขัดแย้งในสงครามการค้าเดิมด้วย ล่าสุด ทั้งที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ ฝ่ายยุติธรรม ฝ่ายต่างประเทศของสหรัฐฯ และ FBI พยายามประกาศจุดยืนให้โลกเห็นว่าจีนกำลังเป็นภัยคุกคามกับสหรัฐฯ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง การศึกษา ฯลฯ

Christopher Wray ผู้อำนวยการ FBI (Federal Bureau of Investigation) กล่าวถึงประเด็นภัยคุกคามจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่มีอิทธิพลในสหรัฐอเมริกาและพูดถึงบทบาทขององค์กร FBI ที่พยายามจำกัดอิทธิพลจีนที่ Hudson Institute วอชิงตัน ดี.ซี เมื่อ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา

WASHINGTON, DC – MAY 16: Federal Bureau of Investigation Director Christopher Wray testifies before the Senate Appropriations Committee’s Commerce, Justice, Science, and Related Agencies Subcommittee in the Dirksen Senate Office Building on Capitol Hill May 16, 2018 in Washington, DC. Wray testified about this bureau’s FY2019 budget request. (Photo by Chip Somodevilla/Getty Images) ความเป็นผู้นำของทรัมป์ ปลุกให้จีนกลายเป็นภัยคุกคามสหรัฐฯ?

Christopher Wray ผู้อำนวยการ FBI พูดถึงภัยคุกคามจากรัฐบาลจีนและพรรคคอมมิวนิสต์จีนต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐอเมริกา เขาบอกว่า จีนเป็นภัยคุกคามอข้อมูลข่าวสารและทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศชาติอย่างยาวนาน การต่อต้านข่าวกรอง (counterintelligence) และภัยจากการโจรกรรมทางเศรษฐกิจจากจีน

จากนั้น Wray ก็อ้างถึงคำกล่าวของ Robert C. O’Brien ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ ที่กล่าวไว้เมื่อ 24 มิถุนายนที่ผ่านมาว่า ทุกวันนี้ เราไม่สามารถปิดหู ปิดตาตัวเองจากสิ่งที่จีนทำได้ มันเป็นภัยคุกคามที่สำคัญ มันเป็นเรื่องใหญ่มากจนรัฐมนตรียุติธรรม William Barr รัฐมนตรีต่างประเทศ Pompeo และผู้อำนวยการเอฟบีไอ Wray จะต้องนำมาพูดถึงอีกในสัปดาห์ถัดไป

O’Brien พูดถึงความเป็นผู้นำของทรัมป์ในปัจจุบัน ปลุกให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนมีท่าทีเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ​ การที่สหรัฐฯ ต้อนรับจีนเข้ามาในองค์การการค้าโลก (WTO) ตั้งแต่ปี 2001 ทำให้จีนได้รับสิทธิพิเศษมากมาย ตลอดจนการทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเหตุการณ์เทียนอันเหมิน การเมินเฉยต่อการขโมยเทคโนโลยีของจีนมีผลต่อเศรษฐกิจอเมริกัน

จีนใช้อำนาจเผด็จการ ครอบงำสื่อ เซ็นเซอร์ข้อมูล สอดแนมผ่านแอปพลิเคชัน

สหรัฐฯ ประเมินผิด เป็นความล้มเหลวอย่างยิ่งใหญ่ของนโยบายต่างประเทศตั้งแต่ทศวรรษ 1930 แล้ว เป็นความเข้าใจผิด เป็นความไม่เข้าใจธรรมชาติของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เราปิดหู ปิดตาตัวเอง เราเชื่อในสิ่งที่เราต้องการเชื่อ เรามองว่า สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์มันเป็นแค่ชื่อ แต่เอาเข้าจริงแล้ว พรรคคอมมิวนิสต์จีนคือองค์กรมาร์กซิสต์-เลนินนิสต์ โดยมี Xi Jinping เป็นเลขาธิการพรรค ที่มองตัวเองเป็นผู้สืบทอดต่อจาก Josef Stalin

จากนั้น O’Brien ก็อ้างข้อความจากนักข่าวซึ่งเป็นอดีตเจ้าหน้าที่รัฐออสเตรเลียที่บอกว่า พรรคคอมมิวนิสต์จีนไม่เคยแยกขาดจาก Stalin ซึ่งเป็นเผด็จการ ทั้ง Lenin, Stalin และ Mao ล้วนเป็นคอมมิวนิสต์ที่มีอุดมการณ์แบบเผด็จการ อุดมการณ์เช่นนี้ฝังรากลึกอยู่ในพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ต้องการจะควบคุมชีวิตประชาชนตลอดเวลา ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเเมือง รวมถึงความคิดของผู้คนด้วย

การโฆษณาชวนเชื่อมีบทบาทสำคัญต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีน มีลักษณะครอบงำความคิดทางการเมืองของรัฐ การให้ประชาชนดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน การแบนข้อมูลข่าวสารจากโลกภายนอก เช่น Twitter, Facebook และ WhatsApp เหล่านี้เป็นไปตามคำกล่าวขานที่เรียกว่า “Xi Jinping Thought” เป็นการพยายามเซ็นเซอร์เนื้อหาในจีนและกักขังทุกคน

Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา (ซ้าย) Robert C. O’Brien ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ (ขวา) ภาพจาก The White House

O’Brien พูดถึงการใช้งาน TikTok โซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มสัญชาญจีนที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์เรื่องการสอดแนม ไปจนถึงการระงับ account ใน Twitter กว่า 23,000 แอคเคาท์ที่เชื่อมโยงกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน การเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อเรื่องฮ่องกงและโควิด-19

จากนั้น O’Brein ก็พูดถึงสิ่งที่สหรัฐฯ รับมือจีนด้วยการตั้งข้อจำกัดการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล การแบน Huawei, การจำกัด Visa, การตั้งข้อจำกัดการส่งออก – หยุดการนำเข้าที่ผิดกฎหมาย เช่น สินค้าที่มีการบังคับใช้แรงงานชาวอุยกูร์, การออกจากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติเพื่อประท้วงการรับจีนเข้าเป็นสมาชิก ตลอดจนการระงับความสัมพันธ์กับ WHO และการจำกัด Visa ของสปายในคราบนักศึกษา ไปจนถึงระงับการลงทุนในบริษัทจีน เป็นต้น

จากที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติถึง FBI: จีนคือภัยคุกคามทั้งความมั่นคง ทั้งเศรษฐกิจ

Christopher Wray ผู้อำนวยการ FBI ระบุว่า สหรัฐฯ เป็นเหยื่อของจีน ถูกจีนขโมยความมั่งคั่งไป ปี 2017 ทหารจีนแฮ็กข้อมูลลูกค้าชาวอเมริกันจากบริษัทข้อมูลเครดิต Equifax ไปราว 150 ล้านบัญชี ทั้งนี้ Wray ย้ำว่าอเมริกาต้อนรับนักศึกษาจีนมาเรียนและทำวิจัยในประเทศทุกปี ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงนักเรียน นักศึกษา แต่หมายถึงภัยคุกคามจีนจากรัฐบาลจีนและพรรคคอมมิวนิสต์จีนเท่านั้น

จากนั้น Wray ก็พูดถึงการโจรกรรมทางเศรษฐกิจของจีน คือความทะเยอทะยานของจีนที่ต้องการจะแซงหน้าอเมริกา ต้องการจะมีเทคโนโลยีล้ำหน้าเหนือใคร แต่ในความเป็นจริงคือการที่จีนขโมยทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ บ่อยครั้ง บริษัทของชาวอเมริกันเป็นเหยื่อ

บริษัทของสหรัฐฯ ใช้เวลายาวนานหลายปีในการพัฒนาเทคโนโลยี แต่จีนขโมยมันไปด้วยการทำซ้ำ

จากนั้น Wray ก็ยกตัวอย่างของสายลับจีนที่มาปฏิบัติการขโมยข้อมูลข่าวสารของสหรัฐฯ เพิ่มอีก เช่น การแฮกข้อมูลบริษัท Anthem ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทประกันสุขภาพของสหรัฐฯ ไปแล้วกว่า 80 ล้านรายการ นอกจากนี้ยังเป็นภัยคุกคามทางการศึกษา เช่นการจ้างนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยในอเมริกาเพื่อขโมยความรู้และนวัตกรรมลับไปให้จีน

บทบาทจีนในการใช้อิทธิพลในเวทีระหว่างประเทศ การใช้โครงการ Fox Hunt ล่าเหยื่อกลับจีน

จีนพยายามใช้อิทธิพลในเวทีระหว่างประเทศ อาทิ อเมริกาเตรียมเยือนไต้หวันอย่างเป็นทางการ แต่จีนไม่ต้องการให้เกิดขึ้น เพราะการเยือนดังกล่าวเท่ากับเป็นการแสดงให้เห็นว่าเพิ่มความชอบธรรให้ไต้หวันเป็นอิสระออกจากจีน จีนจะมีวิธีจัดการหลากหลาย อาทิ การระงับใบอนุญาติการผลิตในจีน กดดันให้เปลี่ยนแผนการเดินทางเป็นต้น

นอกจากนี้ จีนยังเป็นภัยคุกคามต่อหลักนิติธรรม (Rule of Law) นับตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา จีนนำโดยเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน Xi Jinping วางตัวเป็นหัวหอกในโครงการที่รู้จักกันในนามว่า “Fox Hunt” คือการรณรงค์ต่อต้านการคอรรัปชันระหว่างประเทศ Xi Jinping จะใช้ “Fox Hunt” เพื่อตามล่าใครก็ตามที่เป็นภัยคุกคามของชาติและอาศัยอยู่นอกจีนทั่วโลกซึ่งก็มีทั้งผู้ที่เป็นศัตรูทางการเมือง พวกเห็นต่างทางการเมือง รวมถึงผู้ที่ออกมาเปิดโปงจีนที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน

WASHINGTON, DC – MAY 16: Federal Bureau of Investigation Director Christopher Wray testifies before the Senate Appropriations Committee’s Commerce, Justice, Science, and Related Agencies Subcommittee in the Dirksen Senate Office Building on Capitol Hill May 16, 2018 in Washington, DC. Wray testified about this bureau’s FY2019 budget request. (Photo by Chip Somodevilla/Getty Images)

เหยื่อจากโครงการ Fox Hunt อาศัยในสหรัฐอเมริกานับร้อยๆ ราย บ้างก็เป็นพลเมืองอเมริกัน หรือไม่ก็ถือกรีนการ์ด (บัตรที่สหรัฐฯ อนุญาตให้สามารถมาพักอาศัยในประเทศได้ รวมถึงทำงานได้อย่างถาวรโดยไม่ต้องขอวีซ่า) รัฐบาลจีนจะบังคับให้ผู้คนเหล่านี้กลับจีนและพยายามใช้แทคติกหลากหลาย เช่น การไปเยือนครอบครัวของเหยื่อในอเมริกาเพื่อส่งสัญญาณให้เหยื่อกลับจีนทันที หรือไม่ก็ปลิดชีพตัวเองเสีย

นอกจากนี้ ในอดีตจีนก็เคยข่มขู่ คุกคามครอบครัวชาวจีนเพื่อบังคับให้กลับจีนด้วย  จากนั้น Wray ก็ย้ำว่า ชาวจีนคนไหนที่เชื่อว่ารัฐบาลจีนกำลังล่าตัวอยู่ ขอให้ติดต่อสำนักงาน FBI ในท้องที่เพื่อรับความช่วยเหลือได้

สุดท้ายแล้ว Christopher Wray ก็สรุปว่า ภัยคุกคามดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าสหรัฐฯ ไม่ควรทำธุรกิจกับคนจีน ไม่ได้หมายความว่าไม่ควรต้องรับการมาเยือนของชาวจีน ไม่ได้หมายความว่าไม่ควรต้อนรับนักเรียนจีนหรือไม่ควรปล่อยให้จีนมีบทบาทในเวทีโลก แต่ทั้งหมดที่กล่าวมามันหมายความว่าเมื่อจีนกระทำความรุนแรงต่อธรรมเนียมปฏิบัติของสากล เราจะไม่ทนต่อไป ทั้ง FBI ทั้งพาร์ทเนอร์ของเรา ตลอดจนรัฐบาลสหรัฐฯ จะทำให้จีนต้องรับผิดชอบและปกป้องนวัตกรรมของประเทศชาติ แนวคิด วิถีชีวิต และช่วยกันระแวดระวังให้กับบชาวอเมริกัน

Christopher Wray FBI Director ภาพจาก Federal Bureau of Investigation

(*Hudson Institute* ทำงานแบบเดียวกับ think tank เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในสหรัฐอเมริกา เน้นเสนอนโยบายสาธารณะรวมถึงนโยบายที่เกี่ยวกับยุทธศาสตร์การทหารด้วย ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1961 โดย Herman Kahn, Max Singer และ Oscar M. Ruebhausen)

ที่มา – FBI, The White House, Hudson Institute

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ไปต่อไม่ไหว! MUJI ในสหรัฐฯ ยื่นขอล้มละลาย สาเหตุจากโควิดและหนี้ทับถมกว่า 2 พันล้านบาท

Brand Inside - 10 July 2020 - 18:47
MUJIPhoto: Shutterstock ยื่นล้มละลาย หนี้อ่วม ต้องฟื้นฟูกิจการ

MUJI ในสหรัฐอเมริกา (บริษัทลูกของ Ryohin Keikaku) ยื่นขอล้มละลายตามมาตรา 11 นับเป็นค้าปลีกญี่ปุ่นยักษ์ใหญ่รายแรกที่ยื่นขอล้มละลายในปี 2020 หลังวิกฤตโควิดได้สร้างความสาหัสให้กับอุตสาหกรรมค้าปลีกอย่างหนักหน่วง

MUJI เข้าสู่ตลาดสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่ปี 2006 ปัจจุบันมีสาขาทั้งหมด 18 แห่ง มียอดขายอยู่ที่ปีละ 102 ล้านดอลลาร์ เมื่อมาประสบกับวิกฤตโควิดและค่าเช่าที่สูงลิบในสหรัฐอเมริกาทำให้ธุรกิจเดินต่อไปอย่างยากลำบาก

อย่างไรก็ตาม ในเอกสารยื่นขอล้มละลายระบุว่า บริษัทมีหนี้รวมทั้งหมดกว่า 64 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 2,004 ล้านบาท

การยื่นขอล้มละลายในครั้งนี้จะเปิดโอกาสให้ MUJI ในสหรัฐอเมริกาสามารถฟื้นฟูกิจการและปรับโครงสร้างองค์กรใหม่

ก่อนหน้านี้มีแบรนด์ค้าปลีกหลายรายที่ล่มสลายไปก่อนหน้าแล้ว เช่น J. Crew, GNC, JCPenney, Brooks Brothers

ที่มา – Nikkei Asian Review

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

รวม 5 คำแนะนำสำหรับร้านค้าออฟไลน์และออนไลน์ ทำอย่างไรเมื่อลูกค้าไม่ชอบรอ?

Brand Inside - 10 July 2020 - 18:18

ลูกค้ายุคนี้ชอบความรวดเร็วทันใจ หากไปซื้อของที่หน้าร้านก็ไม่อยากต่อคิวนาน หากทักแชทหรือโทรศัพท์ไปถามร้านก็อยากได้คำตอบเร็วๆ คำถามคือร้านค้าควรทำอย่างไรเพื่อให้ลูกค้ารู้สึกพอใจ

ภาพจาก Shutterstock

สำหรับร้านค้าออฟไลน์ (หน้าร้าน) เมื่อมีสถานการณ์โควิดทุกร้านก็ต้องปฎิบัติตามนโยบาย Social distancing เช่น จำกัดจำนวนคนเข้าร้านทำให้ในช่วงนี้เราเห็นภาพคนต่อแถวยาวรอคิวหน้าร้านกันเป็นปกติ ซึ่งวิธีช่วยบรรเทาปัญหานี้มี 3 วิธี

1. แจ้งให้ลูกค้าทราบว่าต้องใช้เวลารอเท่าไร

รู้ว่าต้องรอเป็นระยะเวลานานเท่าไร ดีกว่าไม่รู้ว่าต้องรอไปอีกนานแค่ไหน ลูกค้าจะรู้สึกพอใจมากขึ้นหากทราบว่าต้องรอนานแค่ไหน ดังนั้น พนักงานที่ร้านควรแจ้งระยะเวลาที่คาดว่าลูกค้าแต่ละคนต้องรอให้ทราบ ในทางกลับกันถ้าไม่แจ้งให้ลูกค้าทราบลูกค้าอาจจะรู้สึกไม่ดีกับร้านได้ วิธีการที่ง่ายที่สุด คือจัดให้มีพนักงานคอยดูแลลูกค้าบริเวณทางเข้าออกร้านเพื่อคอยอัพเดตเวลาและคิวกับลูกค้าเสมอ

2. แจ้งคิวผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

หากทางร้านมีเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันเป็นของตนเองก็สามารถอัพเดตคิวและเวลารอของลูกค้าผ่านช่องทางดังกล่าวได้ ข้อดีของวิธีการนี้ คือลูกค้าไม่จำเป็นต้องเสียเวลาต่อแถว เพราะสามารถเช็คคิวแบบเรียลไทม์ผ่านทางออนไลน์แทน และเมื่อใกล้ถึงคิวของลูกค้าทางร้านก็ควรส่งแชทหรือโทรไปเตือนลูกค้าด้วยเช่นกัน 

3. เสนอทางเลือกในการรอต่อคิว ให้ลูกค้าเห็นภาพมากขึ้น 

การรอที่แย่ที่สุด คือการปล่อยให้ลูกค้าต้องมารอเพราะระบบจัดการของร้านที่ไม่ดีเอง ดังนั้น พนักงานหน้าร้านควรประสานงานกับทีมงานที่ดูแลระบบหลังบ้านเสมอ โดยเฉพาะกรณีที่ลูกค้าต้องการความช่วยเหลือจะได้สามารถช่วยได้ทันท่วงที เพราะบางครั้งพนักงานที่หน้าร้านเพียงคนเดียวก็อาจจะไม่สามารถรับมือกับปัญหาของลูกค้าได้ดีเท่ากับทีมประสานงานที่มีหลายคนช่วยกันคิด

ารรอต่อคิวแบบเห็นภาพ (Virtual Queuing) คือการรอที่ทำให้คนรอรู้ว่าจุดหมายการรออยู่ตรงไหน เช่น มีตารางคิวปรากฎให้เห็นบนจอภาพเหมือนตอนที่เราไปโรงพยาบาลและมีเลขคิวแสดงให้เห็นบนหน้าจอ เพื่อลูกค้าจะได้รู้ว่าเมื่อไรจะถึงคิวตัวเอง อีกตัวอย่างหนึ่งคือการส่งข้อความให้ลูกค้ารู้ ลูกค้าจะสามารถจัดการเวลาได้ เหมือนเวลาที่เรากดบัตรคิวเมื่อไปธนาคารพร้อมแจ้งเบอร์โทร ธนาคารจะส่งข้อความมาแจ้งว่าใกล้ถึงคิวแล้ว หรือจะใช้การแจ้งเวลาสำหรับการรอผ่านทีวี เช่น การรอรถไฟฟ้าขบวนต่อไปจะมาภายใน 4-5 นาทีก็ได้

ภาพจาก shutterstock

สำหรับร้านค้าออนไลน์ ปัจจุบันมีคนหันมาซื้อสินค้าทางออนไลน์กันเป็นจำนวนมาก หนึ่งในปัญหาที่ลูกค้าหลายๆ คนเจอ คือร้านตอบแชทหรือรับโทรศัพท์ช้า ทำให้ต้องรอนานจนหลายๆ ครั้งลูกค้ารอไม่ไหวจึงต้องเปลี่ยนใจไปซื้อร้านอื่น เพื่อไม่ให้ร้านค้าเสียโอกาสอีกลองทำอีก 2 วิธี ดังนี้

4. ทำข้อมูลสินค้าและภาพประกอบบนเว็บไซต์ให้ดี

เมื่อลูกค้าต้องการซื้อสินค้าทางออนไลน์แล้วเกิดคำถามหรือข้อสงสัยต่างๆ ลูกค้าก็มักจะทักแชทหรือโทรไปถามร้านค้า แต่หลายๆ ครั้งลูกค้าก็ต้องรอคำตอบนาน เพราะทางฝั่งร้านค้าก็ต้องคอยรับสาย หรือไล่ตอบคำถามของลูกค้าคนอื่นๆ เหมือนกัน หากต้องการแก้ปัญหานี้ ทางร้านควรปรับพื้นฐานของเว็บไซต์ให้ดี โดยใช้รูปประกอบสินค้าที่เห็นสินค้าครบทุกมุม และอธิบายข้อมูลสินค้าให้ละเอียดชัดเจน เพื่อช่วยลดคำถามและข้อสงสัยของลูกค้าได้

5. ทำ FAQs หรือคำถามที่พบบ่อย

ในกรณีที่ลูกค้าอยากทราบข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับร้าน สินค้าหรือบริการของเรา ให้เราลองทำ FAQs (Frequently Asked Questions) ขึ้นมา ข้อดีของการทำคำถามที่พบบ่อย คือจะช่วยลดจำนวนการโทรหรือทักเข้ามาสอบถามข้อมูลของลูกค้าได้ และสำหรับคนที่ค้าขายออนไลน์ หากเว็บไซต์มีปัญหา ลูกค้าก็สามารถเข้าใจและแก้ปัญหาบางส่วนได้ด้วยตัวเอง เพราะอ่าน FAQs มาแล้วนั่นเอง

ที่มา: Forbes

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Mercedes-Benz ประเทศไทย แจ้งยอดขายเดือนมิ.ย. โตเกินคาด มั่นใจครึ่งปีหลังตลาดรถยนต์ฟื้นตัว

Brand Inside - 10 July 2020 - 17:00

ถึงจะเจอการระบาดของโรค COVID-19 จนฉุดกำลังซื้อในกลุ่มสินค้ารถยนต์พอสมควร แต่ Mercedes-Benz ประเทศไทย ได้ผ่านวิกฤตนี้มาได้ และในเดือนมิ.ย. เริ่มมียอดขายกลับมาเติบโตเกินกว่าที่บริษัทคาดการณ์ไว้

Mercedes-BenzMercedes-Benz G-Class กลุ่ม SUV และ EQ Power คืออาวุธหลัก

ยอดขายในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 รถยนต์กลุ่ม Mercedes-AMG มีการเติบโต 1.6% เนื่องจากในไตรมาสแรกของปี 2563 ทำยอดขายเพิ่มขึ้นถึง 54% นอกจากนี้รถยนต์กลุ่ม EQ Power หรือรถยนต์ Plug-in Hybird มีสัดส่วนยอดขายเพิ่มขึ้น 31% ที่สำคัญรถยนต์รุ่น G-Class ยังเติบโตถึง 225% ในครึ่งปีแรกเช่นกัน

โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เล่าให้ฟังว่า จากปัจจัยทั้งหมด ประกอบกับการมียอดขายเพิ่มขึ้นในเดือนมิ.ย. มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ในช่วงแรก ชี้ให้เห็นแนวโน้มในทางบวกของตลาดรถยนต์ไทยในไตรมาสที่ 3 ของปี 2563

Mercedes-Benz GLBMercedes-Benz GLB

ขณะเดียวกันการเร่งทำตลาดออนไลน์ทำให้ Mercedes-Benz สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาที่ผ่านมา สะท้อนกลับมาเป็นยอดขายที่เติบโตขึ้นในทิศทางที่เป็นบวก แม้ปัจจุบันองค์กรธุรกิจต่างๆ ยังต้องเผชิญกับวิกฤตโรค COVID-19 ก็ตาม

ส่วนการตัดสินใจไม่เข้าร่วมงาน Bangkok International Motor Show ปีนี้ เนื่องจาก Mercedes-Benz สำนักงานใหญ่ที่เยอรมนีต้องให้บริษัทย่อยทั่วโลกให้ความสำคัญในเรื่องสุขอนามัย และความปลอดภัยของพนักงาน รวมถึงลูกค้าในช่วงการระบาดของโรค COVID-19

mercedes-benz

อย่างไรก็ตามเพื่อช่วยกระตุ้นตลาดรถยนต์หรูในไตรมาส 3 บริษัทจึงสร้างแคมเปญ Star Phenomenon เพื่อให้ข้อเสนอพิเศษตั้งแต่วันนี้จนถึงสิ้นเดือนก.ค. 2563 ในดีลเลอร์ Mercedes-Benz ทั้ง 36 รายทั่วประเทศ เช่นดอกเบี้ย 0.99% สำหรับเงินดาวน์ขั้นต่ำ 25% นาน 48 เดือน

สำหรับยอดส่งมอบ Mercedes-Benz ทั่วโลกในครึ่งปีแรกอยู่ที่ 1.071 ล้านคัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า แต่ในเดือนมิ.ย. ยอดขาย Mercedes-Benz ทั่วโลกเพิ่มขึ้น 0.6% และยอดขายในไตรมาส 2 ในประเทศจีนเติบโต 21.6% แสดงให้เห็นว่ากลุ่มลูกค้าเป้าหมายพร้อมกลับมาจับจ่ายรถยนต์ของบริษัทอีกครั้ง

สรุป

แม้หลายคนจะมองว่าอุตสาหกรรมรถยนต์เหนื่อยแน่นอน แต่ถึงอย่างไร Mercedes-Benz ก็สามารถเติบโตกลับมาได้ ทั้งในประเทศไทย และระดับโลก แสดงให้เห็นถึงความต้องการของผู้บริโภคในการซื้อรถยนต์หรูยังมีอยู่ เพียงแต่อั้นอยู่ในช่วง COVID-19 ระบาดอย่างหนักเท่านั้น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Boots ประเทศอังกฤษน่าห่วง ยอดขายลด 72% เตรียมปลดพนักงาน 4 พันคน ทั้งที่สำนักงาน-สาขา

Brand Inside - 10 July 2020 - 16:30

Boots ในประเทศอังกฤษประกาศปิดหน้าร้าน และปลดพนักงานบางส่วน ทั้งในส่วนของสำนักงาน และหน้าร้านหลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ไม่สามารถเปิดร้านได้ตามปกติ

ร้าน Boots ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ภาพจาก Shutterstock

Boots เป็นร้านขายสินค้าประเภทเครื่องสำอาง ยารักษาโรค และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจากประเทศอังกฤษประกาศว่าจะปลดพนักงานประมาณ 4,000 คน หรือคิดเป็นสัดส่วน 7% ของพนักงานทั้งหมด รวมถึงปิดร้านขายแว่นตาของ Boots อีกจำนวน 48 สาขา โดยในปัจจุบัน Boots มีร้านค้าในประเทศอังกฤษทั้งหมด 2,465 สาขา

ยอดขายหายทั้งในอังกฤษและทั่วโลก

การประกาศล็อคดาวน์ในประเทศอังกฤษทำให้ยอดขายของ Boots ลดลงกว่า 72% ส่วนยอดขายของร้านแว่นตา Boots ลดลง 48% แม้ว่าร้านของ Boots จะยังได้รับอนุญาตให้เปิดขายได้ตามปกติในช่วงล็อคดาวน์ แต่ด้วยร้าน Boots ที่มีขนาดใหญ่จำนวนมากกว่า 100 แห่งตั้งอยู่ในสถานีรถไฟ สนามบิน และพื้นที่กลางเมือง ที่ไม่สามารถเปิดให้บริการได้ในช่วงล็อคดาวน์ Boots จึงได้รับผลกระทบอย่างมาก

ส่วนยอดขายของ Boots นอกประเทศอังกฤษ ซึ่งนับว่าเป็นส่วนที่สร้างรายได้หลักให้กับบริษัท ก็ได้รับผลกระทบอย่างมากเช่นเดียว โดยยอดขายลดลงถึง 36.2% โดยสินค้าที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือสินค้าประเภทความสวยงามและน้ำหอม ไม่สามารถขายได้ แต่สินค้าประเภทยารักษาโรคไม่ได้รับผลกระทบมากเท่าไหร่ โดยยอดขายลดลงเพียง 1% เท่านั้น

การปลดพนักงานจำนวนประมาณ 4,000 คนของ Boots นี้ แบ่งออกเป็นพนักงานในสำนักงานใหญ่ที่น็อตติ้งแฮม คิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 5 ของพนักงานที่จะถูกปลดออก รวมถึงตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการ พนักงานที่ให้คำแนะนำกับลูกค้า และพนักงาน Customer Service ในร้าน Boots และร้านแว่นตาแต่ละสาขา ส่วนตำแหน่งที่เกี่ยวกับการขายยารักษาโรคไม่ถูกปลดออกแต่อย่างใด

ที่มา – Theguardian

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Harley-Davidson เตรียมปลดพนักงานกว่า 500 คน เพื่อทยอยปรับโครงสร้างบริษัท

Brand Inside - 10 July 2020 - 15:00

นับตั้งแต่ต้นปี 2563 ในบริษัท Harley-Davidson กำลังฝุ่นตลบ เพราะประธานเจ้าหน้าที่บริหารเพิ่งลาออก แถมธุรกิจก็ไปได้ไม่ดีจนต้องทยอยปรับโครงสร้าง ซึ่งแผนล่าสุดคือการปรับลดพนักงานกว่า 500 คน

harley Davidsonภาพ pexles.com ไม่ได้กระทบแค่ COVID-19

เป็นเรื่องปกติที่จะเห็นผู้ผลิตรถยนต์กำลังเกิดวิกฤตในช่วง COVID-19 เพราะโชว์รูมที่เปิดไม่ได้ และการผลิตที่หยุดชะงัก แต่ Harley-Davidson ไมได้มีแค่ปัจจัยนี้ที่เข้ามามีผลกับธุรกิจ เพราะยอดขายที่ไม่เป็นไปตามเป้า รวมถึงแผนการทุกอย่างที่เหมือนจะผิดพลาด ทำให้ Harley-Davidson ต้องปรับโครงสร้างครั้งใหญ่

ไล่ตั้งแต่การกลับมาจริงจังกับตลาดที่ตัวเองถนัด นั่นคือการทุ่มสุดตัวในตลาดสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นการทำตลาด และการออกแบบมอเตอร์ไซค์ให้เหมาะสมกับคนที่นี่เป็นหลัก ต่างจากแผนของอดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนก่อนที่เน้นทำตลาดทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศเกิดใหม่ และผลิตมอเตอร์ไซค์ที่มีขนาดเล็กลง

Jochen Zeitz ประธานเจ้าหน้าที่บริหารที่เพิ่งรับตำแหน่งในช่วงต้นปี ย้ำว่า แผนการเปลี่ยนแปลงหลังจากนี้คือการปรับโครงสร้างด้านพนักงาน เพราะบริษัทต้องการลดพนักงานให้เหลือน้อยกว่า 700 คนทั่วโลก ทำให้ภายในปี 2563 ต้องมีพนักงานกว่า 500 คนที่ต้องออกจากบริษัทไป

ทั้งนี้การปลดพนักงานไม่ใช่แค่กลุ่มปฏิบัติการ แต่รวมถึงกลุ่มผู้บริหารด้วย ผ่านที่ประธานเจ้าหน้าที่การเงินต้องออกไปจากบริษัทภายใต้นโยบายปรับโครงสร้างดังกล่าว และทาง Harley-Davidson จะทยอยประกาศแผนปรับโครงสร้างอีกครั้ง เพื่อฟื้นฟูกิจการให้กลับมาแข่งขันในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สรุป

ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ Harley-Davidson จะกลับมายิ่งใหญ่เหมือนในอดีต เพราะเมื่อเกิดโรคระบาด การออกมาขี่มอเตอร์ไซค์คงไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก และการปรับดีไซน์ไม่ทัน รวมถึงการยึดติดในตัวเองมากเกินไป ทำให้ Harley-Davidson ไปต่อในโลกธุรกิจได้ลำบาก ดังนั้นต้องติดตามกันต่อว่า มอเตอร์ไซค์แบรนด์นี้ต้องปรับอะไรกันอีก

อ้างอิง // Jalopnik

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ญี่ปุ่นปิ๊งไอเดียสร้างตู้หยอดเหรียญที่ “สแกนหน้า” จ่ายเงินได้

Brand Inside - 10 July 2020 - 14:00

ในประเทศญี่ปุ่นมีตู้หยอดเหรียญกระจายอยู่ทั่วประเทศ และไม่แปลกที่ผู้ซื้อจะประสบปัญหาไม่มีเหรียญจนซื้อสินค้าไม่ได้ แต่ปัญหานี้จะหมดไปเมื่อการซื้อสินค้าในตู้หยอดเหรียญสามารถทำได้ผ่านการสแกนหน้า

ตู้หยอดเหรียญตู้หยอดเหรียญของ DyDo ที่จ่ายด้วยการสแกนหน้า นวัตกรรมที่ช่วยอำนวยความสะดวก

DyDo เป็นหนึ่งในผู้ผลิตเครื่องดื่มจากญี่ปุ่น และผู้ให้บริการตู้หยอดเหรียญภายใต้แบรนด์ของตัวเองที่มีตู้กระจายอยู่ทั่วประเทศญี่ปุ่น ที่สำคัญยังพัฒนาตู้หยอดเหรียญให้เป็นมากกว่าตู้หยอดเหรียญด้วย เช่นตู้หยอดเหรียญที่ให้ยืมร่มได้ หรือตู้ที่พร้อมแสดงข้อความให้กำลังใจต่างๆ ให้กับผู้ซื้อสินค้า

เมื่อเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมให้กับตู้หยอดเหรียญมาตลอด ล่าสุด DyDo ตัดสินใจร่วมมือกับ NEC หนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของญี่ปุ่นเพื่อสร้างตู้หยอดเหรียญที่รับชำระเงินด้วยการสแกนหน้าผู้ซื้อได้ โดยผู้ซื้อต้องลงทะเบียนหน้า และบัตรเครดิตผ่านแอปพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน พร้อมตั้งรหัสลับ 4 หลักเพื่อยืนยันการซื้อ

หากผู้ซื้อลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว สามารถเลือกสินค้าที่ตู้ และสแกนหน้า พร้อมใส่รหัสลับ 4 หลักเพื่อซื้อสินค้าได้ทันที อย่างไรก็ตามตู้หยอดเหรียญตอนนี้ยังอยู่ระหว่างทดสอบเป็นเวลา 3 เดือน และตั้งอยู่แค่ในสำนักงานของ DyDo และ NEC รวมถึงโรงงานผลิตของตู้นี้

อย่างไรก็ตามหากการทดสอบเป็นไปได้ด้วยดี แผนการของ DyDo คือการนำระบบสแกนจ่ายด้วยหน้าไปทำตลาดจริงกับตู้หยอดเหรียญทั่วประเทศ ส่วนเทคโนโลยีที่ใช้สแกนหน้านั้นมีชื่อว่า Bio-IDiom โดย NEC เป็นผู้พัฒนาทั้งหมด และ DyDo มีหน้าที่นำไปติดตั้งในตู้ต่างๆ

สรุป

ปกติแล้วการชำระด้วยเหรียญ, ธนบัตร หรือบัตรเติมเงิน คือตัวกลางในการซื้อสินค้าที่ตู้หยอดเหรียญ แต่ในอนาคตมันคงไม่ใช่แค่นี้แล้ว เพราะมันต้องสะดวกไปมากกว่านี้ แต่ส่วนตัวผู้เขียนเชื่อว่า การใช้เหรียญในประเทศญี่ปุ่นยังต้องมีต่อไปแน่นอน เพราะญี่ปุ่นเป็นอีกประเทศที่ค่อนข้างช้าในการเปลี่ยนไปสู่ Cashless Society

อ้างอิง // Soranews24

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

จับตามองตลาดเวียดนามกับ 8 ปี แห่งความสำเร็จภายใต้การดำเนินงานของ เซ็นทรัล รีเทล

Brand Inside - 10 July 2020 - 12:29

บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (CRC) ได้เข้าไปดำเนินธุรกิจในประเทศเวียดนาม และทำการเปลี่ยนโฉมค้าปลีกให้มีความทันสมัย โดยยึดมั่นวิสัยทัศน์ที่มุ่งสร้างความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของชาวเวียดนาม จนสามารถครองตำแหน่งบริษัทค้าปลีกข้ามชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเวียดนาม บนฐานลูกค้ากว่า 12 ล้านคน

ศักยภาพตลาดดี ดันธุรกิจโต

เวียดนาม อีกหนึ่งเสือเศรษฐกิจที่แข็งแรงแห่งภูมิภาคอาเซียน โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือ GDP ของประเทศเวียดนามนั้นมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในปี 2562 GDP ประเทศเวียดนามเติบโตขึ้นถึง 7% ท่ามกลางภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลก ขณะที่เศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปี 2563 เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 3.82% แม้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ก็ตาม

การเติบโตแบบก้าวกระโดดของประเทศเวียดนามนั้น มีผลมาจากการที่เวียดนามมีประชากรที่อยู่ในวัยทำงานกว่า 50 ล้านคน จากประชากรทั้งหมดกว่า 95 ล้านคน ประกอบกับนโยบายจากภาครัฐที่สนับสนุนและส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และล่าสุดกับการบรรลุข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรป ทำให้ประเทศเวียดนามมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมาก และพร้อมก้าวสู่การแข่งขันในเวทีโลก

จากจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2555 ที่เซ็นทรัล รีเทลเข้าไปดำเนินธุรกิจในเวียดนาม ด้วยเล็งเห็นศักยภาพและโอกาสในการขยายธุรกิจ โดยเริ่มจากการเป็นผู้จัดจำหน่ายแบรนด์สินค้าแฟชั่น จนถึงก้าวสำคัญในปี 2558 ที่เราเข้าร่วมทุนกับเหงียนคิม และลานชี มาร์ท ทำให้เซ็นทรัล รีเทล เวียดนามในขณะนั้นมีร้านค้า 85 แห่ง ใน 15 จังหวัด และมีพื้นที่ขายสุทธิอยู่ที่ 170,000 ตรม. พร้อมขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งปัจจุบัน (ข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน ปี 2563) เซ็นทรัล รีเทล เวียดนาม มีจำนวนศูนย์การค้าทั้งสิ้น 35 แห่ง ร้านค้ามากกว่า 230 แห่ง ครอบคลุม 39 จังหวัด จาก 63 จังหวัดทั่วประเทศ บนพื้นที่กว่า 1,080,000 ตรม.[1] โดยมุ่งเน้นการขยายธุรกิจกลุ่ม Food ใน 3 รูปแบบที่จะสามารถรองรับลูกค้าได้ทั้งในเมืองหลักและเมืองรอง ได้แก่

  1. ไฮเปอร์มาร์เก็ต (Hyper GO!) 32แห่ง ครอบคลุมทุกเมืองสำคัญของเวียดนาม
  2. ซูเปอร์มาร์เก็ตในเมืองหลัก (Super GO!) 7 แห่ง ใน 2 เมือง คือ กรุงฮานอยและนครโฮจิมินห์
  3. ซูเปอร์มาร์เก็ตในพื้นที่ต่างจังหวัด (ลานชี มาร์ท) 25 แห่ง ทั้งยังมีธุรกิจ Non-Food มากกว่า 170 แห่ง ที่เป็นร้านค้าเฉพาะทางต่างๆ อาทิ เหงียนคิม ผู้นำร้านจำหน่ายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงธุรกิจ Property ที่บริหารศูนย์การค้าโก! (GO!) อีก 35 แห่ง ซึ่งรีแบรนด์มาจากบิ๊กซี

ธุรกิจหลากหลาย พันธมิตรแกร่ง เสริมศักยภาพด้วยเทคโนโลยี

ญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เผยว่า ด้วยยุทธศาสตร์ที่เน้นการขยายธุรกิจหลากหลายรูปแบบที่มีความยืดหยุ่นสูง (Resilient Portfolio) และการผนึกกำลังสร้างความร่วมมือจากพันธมิตรทุกภาคส่วน (Partnership) พร้อมนำเทคโนโลยีมาเสริมทัพธุรกิจ ทำให้เซ็นทรัล รีเทล สามารถขยายธุรกิจที่เติบโตและแข็งแกร่งได้อย่างรวดเร็ว

จากธุรกิจที่สร้างรายได้ราว 300 ล้านบาทในปี 2557 ปัจจุบัน เซ็นทรัล รีเทล เวียดนาม สามารถสร้างรายได้ถึง 37,000 ล้านบาท ในปี 2562  และแม้กระทั่งในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ยังสามารถดำเนินธุรกิจ และมีรายได้ที่มาจากความพร้อมของช่องทางออมนิแชแนลทั้งร้านค้า และระบบออนไลน์ พร้อมด้วยฐานลูกค้าที่แข็งแรงกว่า 12 ล้านคน ถือเป็นบทพิสูจน์ว่าเซ็นทรัล รีเทล เวียดนาม ยังสามารถสร้างยอดขายให้เติบโตต่อเนื่อง และให้บริการลูกค้าได้ในทุกสถานการณ์

“ความสำเร็จของเซ็นทรัล รีเทลในเวียดนามนั้น เกิดขึ้นจากการคงไว้ซึ่งดีเอ็นเอของเราที่ไม่เคยหยุดนิ่ง และแสวงหาโอกาสในการเติบโตอยู่เสมอ เรายังคงมุ่งมั่นลงทุนในประเทศเวียดนามอย่างต่อเนื่อง ด้วยศักยภาพของประเทศที่ยังเติบโตได้อีกมาก และยังคงยึดมั่นวิสัยทัศน์องค์กรที่มุ่งสร้างความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของชาวเวียดนามทุกคน ทั้งนี้เราขอขอบคุณลูกค้าชาวเวียดนามทุกท่านที่ให้การสนับสนุนและตอบรับกับเซ็นทรัล รีเทล ด้วยดีเสมอมา” ญนน์ กล่าว

เดินหน้าต่อยอดธุรกิจรีเทลเวียดนาม

ฟิลิป ฌ็อง บราเอ็นนิโก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เซ็นทรัล รีเทล เวียดนาม เผยว่า จากการดำเนินธุรกิจของเซ็นทรัล รีเทล เวียดนาม ที่มุ่งสร้างความเจริญ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชาวเวียดนาม รวมถึงยังได้รับการสนับสนุนอันดีจากภาครัฐ ทำให้ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา เซ็นทรีล รีเทลได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากชาวเวียดนาม ทำให้มีลูกค้ามาใช้บริการถึง 175,000 คนต่อวัน

“ในปี 2563 เซ็นทรัล รีเทลยังคงเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผ่านแผนธุรกิจที่เน้นการขยายสาขา โดยตั้งเป้าเปิดศูนย์การค้า GO! เพิ่มทั้งหมด 6 สาขา ได้แก่ สาขาจ่าวิญ (Tra Vinh), กว๋างหงาย (Quang Ngai), บวนมาถวด (Buon Ma Thuot), เบ๊นแจ (Ben Tre), บ่าเหรี่ยะ (Ba Ria) และท้ายเหงียน (Thai Nguyen) รวมถึงรีแบรนด์บิ๊กซีเป็น GO! เพิ่ม 4 สาขา พร้อมพัฒนาเทคโนโลยี และช่องทางออมนิแชแนล โดยมุ่งเน้นการทำธุรกิจแบบ Synergy ผ่านการผนึกกำลังกับพันธมิตรชั้นนำ อาทิ แกร็บ บนฟีเจอร์ GrabMart เพื่ออำนวยความสะดวกและตอบโจทย์เรื่องความรวดเร็วในการให้บริการลูกค้า เพื่อก้าวสู่การเป็นธุรกิจ Multi-Format เต็มรูปแบบ สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์อย่างไร้รอยต่อ สร้างความสะดวกสบาย และมอบประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้กับลูกค้าในทุกสถานการณ์” บราเอ็นนิโก กล่าว

ขับเคลื่อนธุรกิจ บนรากฐานสังคมและเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

เซ็นทรัล รีเทลได้ตั้งเป้าขยายธุรกิจให้ครอบคลุม 55 จังหวัดทั่วประเทศภายใน 5 ปี เพื่อมอบบริการที่ทั่วถึงในทุกพื้นที่ ตลอดจนสร้างงานและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่ชาวเวียดนาม

นอกจากนี้ เซ็นทรัล รีเทลยังได้ต่อยอดธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในเซ็นทรัล รีเทล ประเทศไทยสู่ประเทศเวียดนาม อาทิ การเปิดร้านซูเปอร์สปอร์ตในเวียดนาม, การพัฒนาศูนย์การค้า GO! ซึ่งต่อยอดมาจากโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ เซ็นเตอร์ และการนำโมเดลธุรกิจร้านค้าเฉพาะทางต่างๆ ไปปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของชาวเวียดนาม จนเกิดเป็นธุรกิจ ฟู้ด ซิตี้, คุโบ, เฮลโหล บิวตี้ รวมถึงการนำเข้า-ส่งออกสินค้าระหว่างประเทศเวียดนามและประเทศไทย เพื่อวางจำหน่ายในเครือข่ายธุรกิจของทั้งสองประเทศอีกด้วย

ขณะเดียวกัน เซ็นทรัล รีเทล ยังเล็งเห็นความสำคัญในการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ ชุมชนและสังคมที่ยั่งยืน โดยเดินหน้าทำกิจกรรมเพื่อชุมชนและสังคม อาทิ โครงการรับซื้อสินค้าท้องถิ่น (Local Sourcing)
โครงการฟาร์เมอร์ มาร์เก็ต (Weekend Farmers’ Market) สนับสนุนชุมชนท้องถิ่นและผู้ประกอบการรายย่อย (SME) ในการให้พื้นที่วางจำหน่ายสินค้าในบิ๊กซี ถือเป็นอีกหนึ่งโมเดลที่ต่อยอดมาจากตลาดจริงใจที่ประสบความสำเร็จในเมืองไทย

“หัวใจหลักของการดำเนินธุรกิจของเซ็นทรัล รีเทล เวียดนาม คือ การร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อก้าวไปข้างหน้าพร้อมกันอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเราไม่เพียงเข้าไปเป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญที่ขับเคลื่อนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยังได้ร่วมสร้างประโยชน์กลับคืนสู่สังคมเวียดนามอย่างยั่งยืน ตอกย้ำความมุ่งมั่นที่จะเป็น Central of Life หรือศูนย์กลางการใช้ชีวิตของชาวเวียดนามทุกคน และเราเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าด้วยความแข็งแกร่งของ Central Retail & Service Platform ประกอบกับการมีพอร์ตธุรกิจที่ยืดหยุ่น และหลากหลายในต่างประเทศ จะทำให้เราสามารถขยายธุรกิจไปได้อีกมหาศาลและเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว” ญนน์ กล่าว

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เตรียมโบกมือลาฮ่องกง แบรนด์เนมหรูหันไปตีตลาดคนจีนแผ่นดินใหญ่ เน้นไลฟ์สดขายออนไลน์แทน

Brand Inside - 10 July 2020 - 12:14

แม้ว่าเศรษฐกิจจีนจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างหนัก จนนับได้ว่าเศรษฐกิจหดตัวมากที่สุดในรอบ 40 ปี นับตั้งแต่การปฎิรูปเศรษฐกิจในช่วงปี 1978 แต่ในทางตรงกันข้ามความต้องการซื้อสินค้าแบรนด์เนมของชาวจีนไม่ได้ลดลงตามสภาพเศรษฐกิจที่หดตัว

ภาพจาก Shutterstock

ในปีที่ผ่านมามีการคาดการณ์มูลค่าของตลาดสินค้าแบรนด์เนมหรูทั่วโลก ว่ามีมูลค่ารวมกันประมาณ 3.17 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 9.91 ล้านล้านบาท โดยในจำนวนนี้เป็นการใช้จ่ายเงินของชาวจีนกว่า 35% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.11 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีฮ่องกงเป็นพื้นที่ในการจับจ่ายใช้สอยสำคัญของชาวจีนแผ่นดินใหญ่

แต่ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ผู้เชี่ยวชาญหลายคนคาดการณ์ว่าแบรนด์หรูหลายๆ แห่ง กำลังเปลี่ยนทิศทางของแบรนด์ไปเปิดร้านในจีนแผ่นดินใหญ่มากขึ้น เพื่อจับกลุ่มลูกค้าชาวจีนโดยตรง เนื่องจากในช่วงนี้สถานการณ์โควิด-19 ทำให้ชาวจีนเดินทางไปซื้อสินค้าแบรนด์เนมในต่างประเทศ รวมถึงฮ่องกงลำบากกว่าเดิม โดยอนาคตภายใน 5 ปีข้างหน้าสัดส่วนการใช้จ่ายเงินซื้อสินค้าแบรนด์เนมของชาวจีนจะเพิ่มขึ้นกลายเป็น 50% ของตลาดแบรนด์เนมทั่วโลก

นอกจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ส่งผลต่อการเดินทางไปซื้อสินค้าแบรนด์เนมในฮ่องกงของชาวจีนแผ่นดินใหญ่แล้ว ปัญหาความรุนแรงทางการเมืองในฮ่องกงเองก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้แบรนด์เนมต่างๆ เริ่มตัดสินใจย้ายฐานมาอยู่ที่จีนแผ่นดินใหญ่แทน

ภาพจาก Shutterstock จีนแผ่นดินใหญ่สนับสนุนจับจ่ายแบรนด์เนมเต็มที่

ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมารัฐบาลกลางจีนมีนโยบายสนับสนุนให้คนจีนแผ่นดินใหญ่ซื้อสินค้าแบรนด์เนมภายในประเทศทดแทน โดยมีการเพิ่มเพดานการงดเว้นภาษีสำหรับสินค้าแบรนด์เนมจากเดิม 30,000 หยวน หรือประมาณ 133,961 บาท กลายเป็น 100,000 หยวน หรือประมาณ 446,538 บาท นอกจากนี้ยังยกเลิกการจำกัดมูลค่าการซื้อสินค้าที่ร้าน Duty-free ในเมืองไหหลำ

สินค้าค้าแบรนด์เนมชื่อดัง ทั้ง Louis Vuitton, Gucci, Cartier, Chanel และ Dior มียอดขายในจีนแผ่นดินใหญ่เพิ่มขึ้น 40-90% แม้ว่าในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้เศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 อย่างหนัก

แบรนด์เนมออนไลน์ ช่องทางยอดนิยมของคนนอกเมืองใหญ่

แต่เดิมชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่อาศัยอยู่ในเมืองที่มีขนาดเล็กจะนิยมไปซื้อสินค้าแบรนด์เนมที่ฮ่องกงเป็นหลัก เพราะในเมืองที่ตัวเองอยู่ไม่มีร้านขายสินค้าแบรนด์เนม ซึ่งแตกต่างจากเมืองใหญ่ๆ อย่างปักกิ่ง และเซี่ยงไฮ้ ที่มีร้านแบรนด์เนมจำนวนมาก การซื้อสินค้าแบรนด์เนมผ่านทางเว็บไซต์ออนไลน์จึงกลายเป็นช่องทางใหม่ๆ ที่ชาวจีนนิยม โดยเฉพาะการไลฟ์สดขายสินค้าแบรนด์เนม

Secoo แอปพลิเคชันสำหรับการไลฟ์สดเพื่อขายสินค้า มีการไลฟ์สดเพื่อขายสินค้าแบรนด์เนมเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ภายในระยะเวลาเพียง 5 ชั่วโมง สามารถทำยอดขายไปได้ถึง 105 ล้านหยวน หรือประมาณ 468 ล้านบาท โดยสินค้ายอดนิยมที่มีคนซื้อมากที่สุดคือ กระเป๋า Louis Vuitton และ Prada และนาฬิกาข้อมือ Armani

ผู้เชี่ยวชาญหลายๆ แสดงความคิดเห็นว่า ปรากฎการณ์ที่ร้านค้าแบรนด์เนมต่างๆ หันมาจับกลุ่มลูกค้าชาวจีนแผ่นดินใหญ่ด้วยการเน้นขายสินค้าผ่านเว็บไซต์ออนไลน์ และไลฟ์สด นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงช่องทางการขายสินค้าที่เปลี่ยนไปแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงรูปแบบการสร้างประสบการณ์ของผู้บริโภคที่มีต่อสินค้าแบรนด์เนมด้วยเช่นกัน

ที่มา – cnbc, thediplomat

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Restaurants Development ผู้ถือสิทธิ์ KFC ในไทย อาจขาย 200 สาขาทิ้งทั้งหมด เริ่มหาผู้สนใจซื้อกิจการ

Brand Inside - 10 July 2020 - 12:09

Restaurants Development ผู้ถือสิทธิ์ KFC ในไทย อาจขายสาขาทั้งหมด มูลค่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากที่บริษัทได้ซื้อสาขาของ KFC มาบริหารในปี 2016

KFC เคเอฟซี ไก่ทอดภาพจาก Shutterstock

สำนักข่าว Bloomberg ได้รายงานข่าวว่า Restaurants Development (RD) ผู้ถือสิทธิ์ร้านไก่ทอดชื่อดังอย่าง “KFC” เตรียมที่จะขายสาขาทั้งหมดในประเทศไทยกว่า 200 สาขา โดยคาดว่ามูลค่าจะอยู่ที่ราวๆ 200 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ​ 6,417 ล้านบาท และกำลังพูดทำงานร่วมกับที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อหาผู้ที่สนใจซื้อกิจการอยู่

ปัจจุบันสาขาของ KFC ในประเทศไทยมีผู้ถือสิทธิ์อยู่ 3 ราย ได้แก่ Central Restaurants Group หรือ CRG และ QSR of Asia ซึ่งเป็นบริษัทลูกในเครือของไทยเบฟ รวมไปถึง Restaurants Development โดยปัจจุบัน KFC มีสาขาในประเทศไทยมากกว่า 750 สาขา และตั้งเป้าจะมี 800 สาขา ภายในปี 2020 นี้

สำหรับดีลการซื้อสาขาของ KFC ครั้งสุดท้ายในไทยต้องย้อนไปเมื่อปี 2017 เมื่อ Yum Restaurants ได้ประกาศขายสาขาในประเทศไทยทั้งหมด 252 สาขา โดยผู้ชนะในการซื้อสาขาครั้งนี้คือบริษัทลูกในเครือของไทยเบฟ โดยเม็ดเงินที่ใช้ในการซื้อสาขาจาก Yum Restaurants อยู่ที่ราวๆ 11,300 ล้านบาท

Restaurants Development ได้ซื้อสาขาของ KFC ในช่วงปี 2016 กว่า 120 สาขาในกรุงเทพและโซนภาคใต้ต่อจาก Yum Restaurants ในเว็บไซต์ของบริษัทได้รายงานว่าบริษัทมีผู้ลงทุนเป็นชาวไทยและนักลงทุนจากเอเชีย โดยในปี 2020 บริษัทตั้งเป้าที่จะเปิดสาขาให้ได้ 15 สาขา

อย่างไรก็ดีการขายสาขา KFC ทั้งหมดของ Restaurants Development นั้นยังอยู่ในขั้นตอนเริ่มต้นเท่านั้น และอาจมีสิทธิ์เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ธนาคาร UBS คาด เศรษฐกิจเวียดนามสดใสที่สุดในอาเซียน แม้โควิดระบาดหนัก

Brand Inside - 10 July 2020 - 12:00

โควิด-19 ระบาดหนักขนาดนี้ เศรษฐกิจเวียดนามยังแข็งแกร่ง แถมสดใสที่สุดในอาเซียน

Edward Teather นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากศูนย์วิจัยแห่งธนาคาร UBS วิเคราะห์ว่า เวียดนามมีภาพรวมที่สดใสที่สุดในอาเซียน แม้ว่าจะต้องเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 ระบาดอย่างหนัก ก็ยังมีเศรษฐกิจที่กำลังกลับมาฟื้นตัวได้ อุตสาหกรรมทั้งในด้านการค้าปลีก การนำเข้า การผลิตล้วนเพิ่มขึ้นในเดือนมิถุนายนปีนี้ กล่าวได้ว่า ดีกว่าเศรษฐกิจประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้

ภาพจาก Getty Images

นอกจากภาพรวมที่ดูสดใสที่สุดในอาเซียนแล้ว การจัดการและควบคุมโรคระบาดโควิด-19 ได้ดีทั้งๆ ที่มีประชากรมากกว่า 97 ล้านคน มีคนติดเชื้อเพียง 369 คน ไม่มีผู้เสียชีวิตเลยแม้ว่าจะมีพรมแดนติดกับจีนซึ่งเป็นแหล่งแพร่ระบาดโควิด-19 แห่งแรก ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของเวียดนามโดดเด่นยิ่งขึ้น

ไตรมาส 2 ของปี 2020 เศรษฐกิจหลายประเทศหดตัวลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่ GDP ของเวียดนามค่อยๆ เติบโตขึ้นราว 0.36% เวียดนามกำลังเติบโตได้ดีมากขึ้น แถมยังเริ่มเป็นแหล่งทางเลือกให้ประเทศอื่นเริ่มพิจารณาย้ายฐานการผลิตจากจีนมายังประเทศนี้ อีกทั้งการทำความตกลงเขตการค้าเสรีกับสหภาพยุโรปในช่วงที่ผ่านมายิ่งดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น

ประชากรในประเทศเวียดนาม

แม้ตอนนี้ ในประเทศอาจจะไม่สามารถเดินทางได้อย่างอิสระ แต่ในเวียดนามก็ยังสามารถเข้าไปลงทุนได้อีกมาก ซึ่งในที่สุดแล้วก็อาจนำไปสู่การผ่อนคลายข้อจำกัดด้านพรมแดนและทำให้เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้นอีกในปี 2021

ที่มา – CNBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ไมโล โก อีโค เปิดตัว “ไมโล ยูเอชที หลอดกระดาษ” โค้งงอได้ ไม่มีกลิ่นกระดาษ

Brand Inside - 10 July 2020 - 11:58

  • ไมโล ยูเอชที แบรนด์แรกของไทยที่นำหลอดกระดาษมาใช้ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ยูเอชที นำร่องใน 2 สูตร ได้แก่ ไมโล ยูเอชที สูตรน้ำตาลน้อยกว่า 30% และ สูตรไม่มีน้ำตาลทราย
  • นวัตกรรมหลอดกระดาษไมโล ชูจุดเด่น โค้งงอได้ ไม่มีกลิ่นกระดาษ ดื่มแล้วรสชาติอร่อยไม่เปลี่ยน
  • ตอบโจทย์เทรนด์รักษ์โลก ผลิตจากกระดาษที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตั้งเป้าลดการใช้หลอดพลาสติกได้มากกว่า 100 ล้านหลอด ภายในปี 2564

ผลิตภัณฑ์ไมโล เครื่องดื่มช็อกโกแลตมอลต์ เปิดตัวหลอดกระดาษรักษ์โลก นำร่องในไมโล ยูเอชที 2 รสชาติ ได้แก่ สูตรน้ำตาลน้อยกว่า 30% และ สูตรไม่มีน้ำตาลทราย นับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มีการนำหลอดกระดาษมาใช้ในผลิตภัณฑ์กลุ่มยูเอชที ชูจุดเด่นด้วยนวัตกรรมที่ทำให้หลอดกระดาษโค้งงอได้ ไม่มีกลิ่นกระดาษ เมื่อดื่มแล้วทำให้รสชาติความอร่อยไม่เปลี่ยน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพราะผลิตจากเยื่อกระดาษบริสุทธิ์ 100% ที่ได้รับการรับรองจาก FSC

วิคเตอร์ เซียห์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า การนำนวัตกรรมหลอดกระดาษโค้งงอได้มาใช้กับไมโล ยูเอชที ครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในความพยายามของเนสท์เล่ในการลดการใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้ง เพื่อนำไปสู่อนาคตที่ปลอดขยะ ตอกย้ำพันธกิจระดับโลกของเนสท์เล่ที่มุ่งมั่นเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดให้สามารถรีไซเคิลหรือนำกลับมาใช้ใหม่ได้ 100% ภายในปี 2568

ไชยงค์ สกุลบริรักษ์ ผู้อำนวยการบริหารธุรกิจผลิตภัณฑ์นมและโภชนาการ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า การเปิดตัวไมโลหลอดกระดาษครั้งนี้ ถือเป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับแผนการจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561 – 2573 ของภาครัฐ โดยนำร่องในผลิตภัณฑ์ไมโล ยูเอชที สูตรน้ำตาลน้อยกว่า 30% และ สูตรไม่มีน้ำตาลทราย และวางแผนขยายการผลิตให้ครอบคลุมครบทุกรสชาติและทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ของไมโล ยูเอชที ภายในต้นปี 2564 ตั้งเป้าการเปลี่ยนมาใช้หลอดกระดาษจะช่วยลดการใช้หลอดพลาสติก ได้มากกว่า 100 ล้านหลอด ภายในปี 2564 หรือหากนำปริมาณหลอดพลาสติกที่ถูกทดแทนมาเรียงต่อกันจะคิดเป็นระยะทาง 15,000 กิโลเมตร หรือ ระยะทางจากแม่สายถึงเบตง 8 รอบ

“หลอดกระดาษไมโลเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และได้รับการรับรองจากองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมอย่าง Forest Stewardship Council (FSC) เป็นการใช้วัสดุที่มาจากแหล่งผลิตกระดาษที่สามารถทดแทนได้และมีการบริหารจัดการอย่างยั่งยืน  ขณะเดียวกันผู้บริโภคยังมั่นใจได้ว่าหลอดกระดาษไมโลปลอดภัย เพราะผลิตจาก
เยื่อกระดาษบริสุทธิ์ 100% ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ผลิตภายใต้มาตรฐานด้านคุณภาพและความปลอดภัยสูงสุด มาพร้อมนวัตกรรมที่ทำให้หลอดกระดาษ มีความยืดหยุ่นทำให้โค้งงอได้ ไม่มีกลิ่นกระดาษ จึงไม่มีผลกระทบต่อรสชาติและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี”

อย่างไรก็ตาม นายไชยงค์ เสริมว่า แม้หลอดกระดาษไมโลจะสามารถย่อยสลายเองได้ แต่เนสท์เล่รณรงค์
ให้ดันหลอดกระดาษกลับเข้าไปในกล่องหลังจากดื่มหมด โดยไม่ต้องแยกทิ้ง เพราะจะทำให้หลอดกระดาษสามารถเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้พร้อมกล่องไมโล ลดปริมาณขยะชิ้นเล็กที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ผลิตภัณฑ์ไมโล ยูเอชที สูตรน้ำตาลน้อยกว่า 30% และ สูตรไม่มีน้ำตาลทราย ที่มาพร้อมหลอดกระดาษ
วางจำหน่ายแล้ววันนี้ ที่ร้านค้าปลีก ร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต และไฮเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำทั่วประเทศ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Kylie Jenner พาไขความลับ “การตลาดแจกรางวัล” กลยุทธ์ดันยอดขายออนไลน์ ขยายกลุ่มลูกค้า

Brand Inside - 10 July 2020 - 10:36

ไขความลับ “การตลาดแบบแจกรางวัล” ทำอย่างไรให้แบรนด์มีผู้ติดตามเพิ่มขึ้นหลายแสนคนในชั่วข้ามคืน?

ทำความรู้จัก “การตลาดแบบแจกรางวัล” (Loop Giveaways)

การแจกรางวัล คือกลยุทธ์การตลาดที่เราพบเห็นกันได้ทั่วไป เพราะสามารถใช้ดึงดูดความสนใจของลูกค้าได้เป็นจำนวนมาก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือแคมเปญแจกกระเป๋าหรูจำนวน 9 ใบ พร้อมกับเงินอีก 20,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 620,000 บาท) ของ Kylie Jenner มหาเศรษฐีอายุน้อยเจ้าของแบรนด์ Kylie Cosmetics ซึ่งแคมเปญนี้ก็ประสบความสำเร็จตามคาด เพราะมีผู้ติดตามแบรนด์ของเธอเพิ่มขึ้นกว่า 230,000 คน

จากโพสต์ของ Kylie Jenner จะเห็นได้ว่า การแจกรางวัลใหญ่เช่นนี้ให้กับผู้ชนะเพียงคนเดียวนั้นดึงดูดใจเหล่าผู้ติดตามของเธออย่างมาก เพราะกติกาการชิงรางวัลก็แสนง่าย เพียงเข้าไปในแอคเคาท์ @letthelordbewithyou และกดติดตามผู้ที่เจ้าของแอคเคาท์นี้กำลังติดตามอยู่ให้ครบ จากนั้นให้กลับมาที่โพสต์ของเธอและคอมเมนท์บอกว่าถ้าได้รางวัลไปจะแบ่งรางวัลให้ใครบ้างหรือจะเก็บไว้ใช้เองคนเดียว เพียงเท่านี้ก็จบขั้นตอนการชิงรางวัลของเธอแล้ว ซึ่งนับได้ว่าเป็นวิธีที่สะดวกสบายอย่างมาก 

ทุกวันนี้แบรนด์ต่างๆ เซเลบริตี้ ยูทูปเบอร์ และเหล่าอินฟลูเอนเซอร์จึงหันมาใช้วิธีการนี้ เพราะสามารถเพิ่มยอดผู้ติดตามได้เพียงชั่วข้ามคืน

จิตวิทยาเบื้องหลังกลยุทธ์การตลาดแบบแจกรางวัล

กลยุทธ์นี้ได้ผล เพราะ แบรนด์ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่ารางวัลที่ได้รับมีคุณค่า โดยไม่ต้องใช้ความพยายามมากมายเพื่อที่จะได้มา ทำให้เทรนด์นี้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมจำนวนหนึ่งจะเลิกติดตามแบรนด์นั้นๆ หลังประกาศผู้ได้รับรางวัลแล้วก็ตาม แต่ก็มีแนวโน้มว่าพวกเขาจะกลับมาร่วมกิจกรรมในครั้งต่อๆ ไปสูงถึง 75% ซึ่งนับว่าคุ้มค่ากับการลงทุนของแบรนด์

ทาง Instagram ระบุว่า แบรนด์สามารถคาดการณ์ได้ว่าต้องใช้จ่ายเท่าไหร่ในแต่ละแคมเปญ โดยดูจากยอดผู้ติดตามใหม่ที่ต้องการ, ต้นทุนของสินค้าที่จะแจก, ค่า user engagement, จำนวนของแบรนด์ที่เข้าร่วมแคมเปญ และค่าใช้จ่ายยิบย่อยอื่นๆ 

ที่มา: Entrepreneur

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Pages