ปิดกิจการ! โรงแรมเอวาซอน หัวหิน เตรียมเลิกจ้างพนักงานทั้งหมด บริษัทขาดทุนสะสม ปมโควิด-19

Brand Inside - 30 March 2020 - 20:15
โรงแรม เอวาซอน หัวหิน โดนโควิด-19 เล่นงาน ปิดกิจการเพราะขาดทุนสะสม

โรงแรมเอวาซอน หัวหิน ออกประกาศปิดกิจการและเลิกจ้างพนักงานทั้งบริษัทภายในวันที่ 30 เมษายนนี้

เหตุผลหลักคือบริษัทขาดทุนสะสม ขาดสภาพคล่องทางการเงินถึงขั้นวิกฤต ไม่สามารถที่จะดำเนินกิจการต่อไปได้ โดยสืบเนื่องมาจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ส่งผลกระทบโดยตรง นักท่องเที่ยวขาวต่างชาติลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ธุรกิจโรงแรมไม่สามารถยืนอยู่ได้

พนักงานทุกคนของโรงแรมแห่งนี้จะทำงานอีก 1 เดือนนับจากวันนี้ (จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2020) และหลังจากนั้นจะสิ้นสภาพพนักงาน ส่วนโรงแรมจะปิดกิจการลง อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทยืนยันว่าจะจ่ายค่าจ้างตามเดิมและรวมถึงเงินค่าชดเชยตามกฎหมายด้วย

ส่วนลูกค้าที่จองห้องพักล่วงหน้าไว้ สามารถติดต่อขอเงินคืนได้กับทางโรงแรมโดยตรง

ประกาศปิดกิจการและเลิกจ้างพนักงานทั้งหมดของ โรงแรมเอวาซอน หัวหินประกาศปิดกิจการและเลิกจ้างพนักงานทั้งหมดของ โรงแรมเอวาซอน หัวหิน

 

ที่มา – Matichon, The Bangkok Insight

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ลาลามูฟออกมาตรการรับส่งของเว้นระยะห่าง 2 เมตร สร้างความมั่นใจให้ลูกค้ารับมือโควิด-19

Brand Inside - 30 March 2020 - 19:38

การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้เปลี่ยนพฤติกรรม การใช้ชีวิตประจำวันของคนไทย บริการรับส่งสิ่งของตามความต้องการจึงมีความสำคัญมากขึ้น ซึ่งล่าสุดลาลามูฟ (LALAMOVE) ได้ปรับกลยุทธ์การทำงานเพื่อรับมือกับวิกฤตโควิด-19

ภาพจากลาลามูฟ

แม้ว่าบริการรับส่งสิ่งของตามความต้องการจะช่วยอำนวยความสะดวก ในช่วงเวลาที่คนส่วนใหญ่จำเป็นต้องอยู่ที่บ้าน แต่การรับส่งสินค้าระหว่างลูกค้ากับพนักงานส่งของ ยังคงมีความเสี่ยงที่จะแพร่เชื้อโรคได้ ลาลามูฟ จึงได้ออกมาตรการจัดส่งสินค้าแบบไร้สัมผัส (Contactless) เว้นระยะห่างระหว่างลูกค้าและพนักงานส่งของอย่างน้อย 2 เมตร และผลักดันการชำระเงินผ่าน LALAMOVE Wallet

การรับส่งสินค้าแบบไร้สัมผัส (Contactless) โดยเว้นระยะห่างอย่างน้อย 2 เมตร ภาพจากลาลามูฟ

รวีโชติ เศรษฐี กรรมการผู้จัดการ ลาลามูฟ ประเทศไทย กล่าวว่า นอกจากมาตรการจัดส่งสินค้าไร้สัมผัสแล้ว ลาลามูฟ ยังให้ความสำคัญกับสุขอนามัยของพนักงาน เพื่อให้ความมั่นใจแก่ลูกค้า รวมถึงเป็นความปลอดภัยของตัวพนักงานเองอีกด้วย

ไม่ใช่แค่มาตรการเพื่อลูกค้าเท่านั้น ลาลามูฟยังรับสมัครพนักงานรับส่งสินค้าจำนวนมาก เพื่อเป็นการแบ่งเบาปัญหาการว่างงาน ช่วยสร้างรายได้ให้กับคนขับได้มากกว่า 15,000 บาทต่อเดือน โดยสามารถดูรายละเอียดการรับสมัครพนักงานได้ที่นี่

ในการนี้ลาลามูฟ ยังมีความต้องการที่จะทำประโยชน์ให้กับสังคมด้วยการให้การสนับสนุนขนส่งอุปกรณ์ เครื่องมือแพทย์ ของหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชนโดยไม่มีค่าใช้จ่ายอีกด้วย

ที่มา – ลาลามูฟ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

กองทุน SSF พร้อมขาย 1 เมษายนนี้ ล่าสุดมี 17 กองทุนให้ประชาชนได้เลือกซื้อ

Brand Inside - 30 March 2020 - 19:18

เลขาธิการ ก.ล.ต. ได้กล่าวถึงเรื่องกองทุน SSF ล่าสุดวันนี้ว่ามีกองทุนที่สามารถให้ประชาชนซื้อได้ 17 กองทุนจาก 13 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน

SEC สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ก.ล.ต.

รื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ไเปิดเผยว่า หลังจาก ก.ล.ต. ออกประกาศเรื่องรายละเอียดของโครงการจัดการกองทุนรวม เพื่อรองรับการจัดตั้งกองทุนรวมเพื่อการออมที่เน้นลงทุนในหลักทรัพย์ที่จดทะเบียน (กองทุน SSF) เมื่อวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา

ล่าสุดวันนี้ทาง ก.ล.ต. ได้อนุมัติการจัดตั้งกองทุน SSF หลักทรัพย์จดทะเบียน ไปแล้ว 17 กองทุน จากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) จำนวน 13 แห่ง โดยเลขาธิการของ ก.ล.ต. ได้กล่าวว่า “ที่ผ่านมา ก.ล.ต. ได้พิจารณาและอนุมัติการจัดตั้งกองทุน SSF หลักทรัพย์จดทะเบียนโดยเร็ว เพื่อให้กองทุนพร้อมเสนอขายแก่ผู้ลงทุนทั่วไปในวันที่ 1 เมษายน 2563”

สำหรับกองทุน SSF นั้นมีเงื่อนไขคือลงทุน 10 ปี ให้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีไม่เกิน 2 แสนบาท โดยถ้าหากคิดคำนวณมูลค่ารวมแล้ว สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีรวมกันทั้ง SSF และ RMF รวมไปถึงคนที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะลดหย่อนได้ไม่เกิน 5 แสนบาท

ขณะที่กองทุน SSF กองทุนพิเศษ ที่มติคณะรัฐมนตรีได้ประกาศในวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมาว่าประชาชนสามารถได้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมจาก SSF แบบปกติได้อีก 2 แสนบาท แต่ประชาชนต้องซื้อกองทุนนี้ในช่วงวันที่ 1 เมษายน 2563 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 และถือหน่วยลงทุนไว้ไม่น้อยกว่า 10 ปี เท่านั้น โดยกองทุนจะลงทุนในหุ้นไม่น้อยกว่า 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน

ที่มา – ก.ล.ต.

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

โควิด-19 ทำไทยสาหัส อาจสูญรายได้ท่องเที่ยวกว่า 5 แสนล้าน เลิกจ้างกว่า 1 ล้านคน

Brand Inside - 30 March 2020 - 18:39

ผลกระทบจากโควิด-19 ยังสะเทือนไทยรุนแรงต่อเนื่อง ทั้งสุขภาพของคน หน้าที่การงาน การบิน การท่องเที่ยว ธุรกิจที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวทางอ้อม ภาคการผลิต และพนักงานที่ทำงานสายนี้ทั้งทางตรงและทางอ้อม

สถานการณ์ท่องเที่ยวเดือนกุมภาพันธ์ 2563 พบว่าสถานการณ์ระบาด COVID-19 ภายนอกจีน ส่งผลกระทบต่อการลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาจากยุโรปและประเทศอื่น

มกราคมถึงกุมภาพันธ์ 2563

  • มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 5.87 ล้านคน หดตัว 19.80% YoY
  • รายได้จากการท่องเที่ยว 0.29 ล้านล้านบาท หดตัว 23.16% YoY
  • นักท่องเที่ยวไทย 20.22 ล้านคน-ครั้ง หดตัว 15.60% จากช่วงเวลาเดียวกันปีที่ผ่านมา มีรายได้จากการท่องเที่ยว 0.15 ล้านล้านบาท หดตัว 19.03% YoY

กุมภาพันธ์ 2563

  • นักท่องเที่ยวต่างชาติมีจำนวน 2.06 ล้านคน หดตัว 42.78% สร้างรายได้ 0.10 ล้านล้านบาท หดตัว 43.90% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา
  • ขณะที่รายได้นักท่องเที่ยวไทยมีจำนวน 8.09 ล้านคน-ครั้ง หดตัว 28.32% รายได้ 0.06 ล้านล้านบาท หดตัว 35.80% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา
  • รายได้รวมจากการท่องเที่ยวทั้งหมด 0.16 ล้านล้านบาท หดตัว 43.56% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

ขณะที่อัตราการขยายตัวสูงสุด 3 อันดับแรก “ไทยเที่ยวไทย” คือหนึ่ง จันทบุรี +16.10% กาฬสินธุ์ +8.32% นครพนม +7.53%

สถานการณ์ท่องเที่ยว “ต่างชาติเที่ยวไทย” เดือนกุมภาพันธ์ 2563 มี 5 อันดับแรก ดังนี้

  • รัสเซีย 214,315 คน อัตรา +11.88% (YoY)
  • มาเลเซีย 196,099 คน อัตรา -39.61%
  • จีน 160,564 คน อัตรา -84.92%
  • ลาว 136,089 คน อัตรา -0.86%
  • ญี่ปุ่น 136,045 คน อัตรา -15.94%

อัตราการหดตัวของนักท่องเที่ยวในไทย 5 อันดับแรก

  • จีน 160,564 คน -84.92%
  • เกาหลีใต้ 50,549 คน -72.59%
  • ยูเออี 1,368 คน -71.66%
  • คูเวต 1,716 คน -62.26%
  • ฮ่องกง 36,403 คน -54.80%
ผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวจากการระบาดของโรค COVID-19

จำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ออกเดินทางเที่ยวต่างประเทศลดลง ส่งผลต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว โดยเฉพาะสายการบินที่พึ่งพาตลาดนักท่องเที่ยวเป็นหลักได้รับผลกระทบวงกว้าง

องค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) คาดว่ารายได้ของสายการบินต่างๆ ทั่วโลกจะขาดหายไปประมาณ 4-5 พันล้านเหรียญสหรัฐ (1.63 แสนล้านบาท) จากการลดจำนวน/ ระงับเส้นทางบินสู่จีน นับตั้งแต่การระบาดของโรค COVID-19 จนถึงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ มีสายการบิน 70 แห่ง ยกเลิกเส้นทางบินสู่จีน และอีกประมาณ 50 แห่ง ลดจำนวนเที่ยวบินไปจีน คิดเป็นจำนวนผู้โดยสารราว 20 ล้านคน

สายการบินที่จะได้รรับผลกระทบมากที่สุด 2 อันดับแรก คือสายการบินของญี่ปุ่นและสายการบินของไทย จะสูญเสียรายได้ราว 1.29 พันล้านเหรียญสหรัฐ (4.21 หมื่นล้านบาท) และ 1.15 พันล้านเหรียญสหรัฐ (3.76 หมื่นล้านบาท)

ข้อมูลจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง มีอัตราการเปลี่ยนแปลงการเข้ใช้บริการของผู้โดยสารเดือนกุมภาพันธ์ 2563 หดตัวทั้ง 4 ท่าอากาศยาน ดังนี้

  • ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ผู้โดยสารหดตัว 85.5% YoY
  • ท่าอากาศยานดอนเมือง หดตัว 52.6%
  • ท่าอากาศยานภูเก็ต หดตัว 34.6%
  • ท่าอากาศยานเชียงใหม่ หดตัว 69.3%

The Economist Intelligence Unit (EIU) ประเมินว่า การท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวจีนจะสามารถฟื้นตัวได้ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีหน้าหรือปี 2021 ส่งผลให้โลกสูญรายได้มากถึง 8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (2.4 ล้านล้านบาท) ทำให้นักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศอาเซียนน้อยลงราว 30-40% สูญรายได้ราว 7 พันล้านเหรียญสหรัฐ (2.18 แสนล้านบาท)

สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยวได้ประมาณการผลกระทบด้านการท่องเที่ยวจาก COVID-19 โดยกำหนดระยะเวลาการระบาดให้สิ้นสุดเดือนธันวาคม 2563

จากการวิเคราะห์บัญชีประชาชาติด้านการท่องเที่ยว (Tourism Sattellite Account: TSA) คาดว่าตลอดปี 2563 ผลกระทบทางตรง (Direct Impact) เกิดขึ้นกับภาคการท่องเที่ยว มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาท ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด 3 อันดับ ประกอบด้วย ธุรกิจสถานพักแรม ธุรกิจการผลิตสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว และธุรกิจบริการอาหาร/ เครื่องดื่ม

ภาพจาก Shutterstock

ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับภาคการผลิตที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว (Indirect Impact) มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 8 แสนล้านบาท โดยธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด 3 อันดับ ประกอบด้วย ธุรกิจอุตสาหกรรมเหมืองแร่ การผลิตภาคเกษตร ธุรกิจค้าปลีก/ส่ง ทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นมีผลทำให้มูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวลดลงไม่ต่ำกว่า 1.3 ล้านล้านบาท

อาจทำให้เกิดการเลิกจ้าง/ การขาดรายได้ของแรงงานภาคการท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน และภาคส่วนที่เชื่อมโยงกับภาคการท่องเที่ยวอีกกว่า 1.3 ล้านคน โดยรวม ผลกระทบที่ทำให้แรงงานถูกเลิกจ้าง/ ขาดรายได้ไม่ต่ำกว่า 2.3 ล้านคน

ทั้งนี้ รัฐมีมาตรการรองรับผลกระทบการระบาดของ COVID-19 ได้แก่ มาตรการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว ยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย มาตรการเยียวยาจากสภาวะวิกฤต มาตรการกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยว

มาตรการที่ช่วยเหลือเยียวยาธุรกิจการท่องเที่ยว ประกอบด้วย มาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและฟื้นฟูการท่องเที่ยวของกรมสรรพากร มาตรการผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระเงินกู้ของธนาคารออมสิน สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องอยู่ในกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

ที่มา – กองเศรษฐกิจท่องเที่ยวและกีฬา

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

กักตัวเป็นปีก็ไม่เหงา Scott Kelly นักบินอวกาศ NASA เล่าวิธีอยู่คนเดียวเป็นปี ไม่มีเหงา

Brand Inside - 30 March 2020 - 18:10

โรคโควิด-19 เปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวันของคนจำนวนมาก หลายคนจำเป็นต้องกักอยู่แต่ในบ้าน หลายคนต้องทำงานที่บ้าน (Work From Home) โดยไม่ได้ออกไปไหนเลยเป็นเวลาหลายวัน

แน่นอนว่าธรรมชาติของมนุษย์ที่เป็นสัตว์สังคม การอยู่ในบ้านคนเดียวเป็นเวลานานย่อมทำให้เกิดความเหงา นำไปสู่ความเครียด ซึ่งเป็นอันตรายกับชีวิตได้

Scott Kelly นักบินอวกาศของนาซา ขณะปฎิบัติงานบนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ภาพจาก nasa.gov

แต่ความจริงแล้วการอยู่แต่ในบ้านเป็นเวลาหลายวัน คงกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้ว เพราะ Scott Kelly นักบินอวกาศของนาซา ผู้ที่เคยใช้ชีวิตอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ห่างจากโลก 250 ไมล์ หรือประมาณ 402.33 กิโลเมตร เป็นเวลา 1 ปี เพื่อทำภารกิจตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย อันเป็นผลจากการอยู่บนอวกาศเป็นระยะเวลานานๆ

สถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ที่ Scott Kelly ใช้เวลานานนับปีอยู่บนนั้น ภาพจาก NASA

Scott Kelly เล่าว่า การใช้ชีวิตอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติคนเดียว ทำให้เขาเข้าใจความเหงา และความโดดเดี่ยว ซึ่ง Scott Kelly ได้แนะนำคนที่กำลังกักตัวอยู่ที่บ้าน หรือทำงานที่บ้านดังนี้

สร้างเส้นแบ่งเวลางาน กับเวลาส่วนตัวให้ชัดเจน

หลายคนที่เพิ่งเคยเริ่มทำงานที่บ้านในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จะพบว่า ตัวเองใช้เวลาไปกับการทำงานมากกว่าปกติ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องดี เพราะประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป เพราะเส้นแบ่งระหว่างเวลาทำงาน และเวลาส่วนตัวจะหายไป

ดังนั้นสิ่งที่ควรทำเมื่อสถานที่ทำงาน และสถานที่ใช้ชีวิตส่วนตัวกลายเป็นที่เดียวกัน คือ ต้องรู้จักแบ่งเวลาการทำงาน กับการใช้ชีวิตส่วนตัวให้ชัดเจน ต้องทำงานให้เต็มที่ในเวลางาน แต่เมื่อหมดเวลางานแล้ว ต้องปิดคอมพิวเตอร์ เดินไปทำอย่างอื่นบ้าง และท่องไว้เสมอว่างานที่ค้างอยู่เอาไว้ทำต่อพรุ่งนี้ก็ได้ รวมถึงต้องตั้งเวลานอนหลับพักผ่อนให้ชัดเจนด้วยเช่นกัน

การอ่านเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ควรทำเมื่อมีเวลาว่างจากการทำงาน หากิจกรรมอย่างอื่นทำบ้าง

เมื่อหมดเวลาทำงานแล้ว คุณควรรู้จักหากิจกรรม หรืองานอดิเรกที่คุณชอบทำบ้าง หากไม่รู้จะทำอะไรอาจเริ่มง่ายๆ ที่การอ่านหนังสือก็ได้ ซึ่ง Scott Kelly แนะนำว่า ควรอ่านหนังสือเป็นเล่มๆ จะดีกว่าการอ่าน E-book จากแท็บเล็ต เพราะบางครั้งคุณอาจถูกรบกวนจากการแจ้งเตือนที่เด้งขึ้นมา ทำให้สมาธิในการอ่านหนังสือลดลง

หรือหากใครไม่ชอบอ่านหนังสือ แต่อยากพัฒนาตัวเองในช่วงเวลานี้สามารถหาคอร์สเรียนออนไลน์ได้ ซึ่งหลายมหาวิทยาลัยได้เปิดให้คนทั่วไปเรียนออนไลน์แบบฟรีๆ

คุยกับครอบครัว กับเพื่อนบ้าง

ในช่วงนี้หากคุณต้องกักตัว หรือทำงานที่บ้านคนเดียว คุณควรแบ่งเวลาโทรคุยหรือ VDO Call กับคนในครอบครัว หรือกับเพื่อนที่คุณสนิทบ้าง เพราะงานวิจัยจำนวนมากพบว่าการเข้าสังคมส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกายของคน นอกจากนี้ยังช่วยให้คุณสามารถจัดการกับความเหงา ผ่อนคลายความเครียด และช่วยปรับอารมณ์ได้

นอกจากนี้ถ้าคุณและคนในครอบครัว หรือเพื่อนของคุณมีงานอดิเรกเช่นเดียวกับคุณ คุณสามารถทำงานอดิเรกนั้นร่วมกันได้ในขณะ VDO Call เช่น ดูภาพยนต์ ซีรี่ย์ หรืออ่านหนังสือด้วยกันก็ได้

ที่มา – inc

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ผลสำรวจจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตไทย 47.5 ล้านราย ใช้งานสูงสุดมากกว่า 10 ชั่วโมงต่อวัน

Brand Inside - 30 March 2020 - 18:02

ETDA สำรวจพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของประเทศไทย ปี 2562 ที่ผ่านมา สรุปรายละเอียดเบื้องต้นได้ตามนี้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Coca-Cola ประกาศหยุดโฆษณาชั่วคราวในไทย นำงบไปช่วยเหลือโควิด-19

Brand Inside - 30 March 2020 - 16:18

โค้กหยุดโฆษณาชั่วคราว เอาเงินไปช่วย COVID-19

โคคา-โคล่าประกาศหยุดโฆษณาทุกผลิตภัณฑ์ของตัวเอง ผ่านสื่อโทรทัศน์และดิจิทัลเป็นการชั่วคราวในประเทศไทย โดยจะนำเอางบประมาณที่เหลือในการทำการตลาดส่วนนี้ ไปช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยเหลือวิกฤต COVID-19

ก่อนหน้านี้ Coca-Cola ได้ประกาศหยุดโฆษณาชั่วคราวในสหราชอาณาจักรประจำไตรมาสที่ 2 ของปี 2020 ไปแล้วเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม งบประมาณด้านการตลาดทั่วโลกของ Coca-Cola ประจำปี 2019 มีมูลค่าสูงถึง 4.2 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.3 แสนล้านบาทต่อไป

แถลงการณ์ขอหยุดโฆษณาชั่วคราวของโคคา-โคล่าแถลงการณ์ขอหยุดโฆษณาชั่วคราวของโคคา-โคล่า

ที่มา – Facbook Coca-Cola

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ประชุมยังไงให้ได้งาน เรียนรู้วิธีประชุมออนไลน์ยังไงให้มีประสิทธิภาพ ไม่หลงประเด็น

Brand Inside - 30 March 2020 - 15:25

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 กลายเป็นสิ่งที่บังคับให้บริษัทต่างๆ ต้องอนุญาตให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน (Work From Home) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่แน่นอนว่าไม่ว่าจะทำงานจากที่ไหน ที่บ้าน หรือที่ทำงาน การประชุมก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำเช่นเดียวกัน

Photo : Shutterstock

แต่หลายคนอาจเกิดคำถามว่า จะทำอย่างไรให้การประชุมผ่านระบบ VDO Conference ที่บ้านของพนักงานแต่ละคน ให้มีประสิทธิภาพเหมือนการประชุมที่ทุกคนนั่งพร้อมหน้าพร้อมตากันในที่ทำงาน

5 วิธีประชุมออนไลน์อย่างไรให้มีประสิทธิภาพ

ต้องมีผู้ดำเนินการประชุม เช่นเดียวกับการประชุมปกติ ที่ต้องมีคนใดคนหนึ่งช่วยทำหน้าที่ดำเนินการประชุม จัดทำวาระการประชุม ช่วยให้การประชุมดำเนินไปตามแผน และเวลาที่ได้กำหนดไว้ รวมถึงจัดเตรียมเอกสารให้มีความพร้อมก่อนเริ่มการประชุม

ในการประชุมควรมีผู้ดำเนินการประชุม เพื่อคอยอำนวยความสะดวก และทำให้การประชุมมีประสิทธิภาพ ภาพจาก Shutterstock

การประชุมออนไลน์ผ่านระบบ VDO Conference ก็ต้องมีผู้ดำเนินการประชุมเช่นกัน แต่หน้าที่อาจต่างจากการประชุมปกติเล็กน้อย คือ ผู้ดำเนินการประชุมควรทำความเข้าใจโปรแกรม VDO Conference ที่ใช้ให้เข้าใจก่อน เช่น วิธีการแชร์หน้าจอของผู้เข้าร่วมประชุม วิธีแทรกไฟล์นำเสนอ รวมถึงวิธีการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นของโปรแกรม หากผู้เข้าร่วมประชุมคนอื่นใช้โปรแกรมไม่เป็น ผู้ดำเนินการประชุมควรช่วยสอนแบบคร่าวๆ เพื่อให้การประชุมดำเนินต่อไปได้โดยไม่ติดขัด

สร้างปฎิสัมพันธ์กับผู้ร่วมประชุมอยู่เสมอ

การประชุมออนไลน์ผ่าน VDO Conference มีความยากอย่างหนึ่ง คือคาดเดาอารมณ์ของผู้เข้าร่วมประชุมยาก ไม่รู้ว่ามีความคิดเห็นยังไงกับการประชุม ไม่รู้ว่าใครอยากพูดเสนออะไรบ้าง ดังนั้นในการประชุมออนไลน์ผู้ดำเนินการประชุม ควรคอยถามความคิดเห็นของคนอื่นๆ เสมอ อาจทำได้โดยให้ยกมือเพื่อถามความเห็นด้วย หรือจะกดส่งสติ๊กเกอร์ สัญลักษณ์ต่างๆ เพื่อแสดงออกความคิดเห็นก็ได้เช่นกัน

ผู้ดำเนินการประชุมควรจดบันทึกประเด็นต่างๆ อยู่เสมอ ภาพจาก pixabay.com

คอยสังเกตผู้เข้าร่วมประชุม

การประชุมออนไลน์จำเป็นต้องมีการให้ความสนใจกับผู้เข้าร่วมประชุมมากกว่าการประชุมแบบปกติ โดยเฉพาะเมื่อมีผู้เข้าร่วมประชุมจำนวนมากจนไม่สามารถสังเกตผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมดได้จากหน้าจอคอมพิวเตอร์ เช่น การจดบันทึกว่าผู้เข้าร่วมประชุมคนไหนพูดเรื่องอะไรบ้าง พูดเมื่อไหร่ และใครยังไม่เคยพูดบ้าง ซึ่งคนที่ยังไม่เคยพูดอะไร คุณควรมีการเรียกชื่อเพื่อสอบถามความคิดเห็น เพราะบางครั้งเขาอาจอยากพูด แต่จำนวนคนที่มากเกินไปจนไม่กล้าแสดงความคิดเห็น

รวมผู้ดำเนินการประชุมควรคอยสรุปประเด็นการประชุมอยู่เสมอ เพื่อเช็คให้แน่ใจว่าผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนเข้าใจตรงกัน และไม่หลงประเด็น

ประชุมด้วยความกระชับ และรวดเร็ว

ข้อดีของการประชุมออนไลน์อย่างหนึ่งคือ ไม่ต้องเสียเวลาการเดินทาง ผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนจึงพร้อมที่จะเริ่มการประชุมได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นสิ่งที่คุณควรทำมากที่สุดคือ พยายามทำให้การประชุมมีความรวดเร็ว และกระชับให้มากที่สุด ตรงประเด็น ไม่นอกเรื่อง และจบการประชุมภายใน 20-30 นาที เพราะการประชุมออนไลน์ผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนต้องจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือหน้าจอโทรศัพท์ตลอดเวลา ซึ่งหากการประชุมออนไลน์ใช้เวลานานเกินไป จะทำให้เสียสมาธิและประสิทธิภาพการประชุมจะลดลง

การปิดไมโครโฟนขณะไม่ได้ใช้งาน จะช่วยลดเสียงรบกวนจากสภาพแวดล้อมที่ยากต่อการควบคุม ภาพจาก pixabay.com

ปิดไมค์เมื่อไม่ได้พูด

การประชุมออนไลน์จากที่บ้าน บางครั้งผู้เข้าร่วมประชุมแต่ละคนอาจไม่สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมที่อาจรบกวนการประชุมได้ เช่น เสียงรบกวนจากคนในบ้าน เสียงสัตว์เลี้ยง และเสียงรถยนต์ที่วิ่งผ่าน ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดคือ การปิดไมโครโฟนหากไม่ได้พูด หากต้องการพูดค่อยเปิดไมโครโฟน เพื่อป้องกันเสียงรบกวนที่ควบคุมไม่ได้

5 โปรแกรมแนะนำ สำหรับการประชุมออนไลน์

ปัจจุบันมีโปรแกรมที่รองรับการใช้งาน VDO Conference หลายโปรแกรมให้เลือกใช้ตามความต้องการ ทั้งแบบเวอร์ชันฟรี และเสียเงิน ซึ่งส่วนใหญ่เวอร์ชันฟรีจะออกแบบมาสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปตามบ้าน หรือองค์กรเล็กๆ ที่มีจำนวนผู้ใช้งานไม่มากนัก

ภาพจาก zoom.us

Zoom Meeting

เป็นโปรแกรม VDO Conference ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดโปรแกรมหนึ่ง รองรับภาพและเสียงคุณภาพระดับ HD โดยในเวอร์ชันเสียเงินรองรับผู้ใช้งานได้สูงสุดถึง 1 พันคนพร้อมๆ กัน และสามารถแสดงภาพของผู้เข้าร่วมประชุมได้ 49 คนพร้อมกันในหน้าจอเดียว นอกจากนี้ยังสามารถแชร์ไฟล์ในณะการประชุม และสามารถบันทึกการประชุมได้สูงสุด 10 ปี

ส่วนในเวอร์ชันฟรีรองรับผู้ใช้งานสูงสุดได้ 100 คน แต่สามารถประชุมได้ต่อเนื่อง 40 นาที หลังจากนั้นโปรแกรมจะหยุดการประชุมโดยอัตโนมัติ

ภาพจาก Google

Google Hangouts Meet

เป็นโปรแกรม VDO Conference ที่รวมอยู่ใน G Suite ของ Google ที่บริษัทต่างๆ มักสมัครใช้งานอยู่แล้ว จึงสามารถทำงานร่วมกับโปรแกรมอื่นๆ ของ Google ได้เป็นอย่างดีโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมแต่อยากใด เช่น การแชร์นัดหมายการประชุมผ่าน Google Calendar รวมถึงสามารถใช้งานได้ง่ายผ่านเว็บไซต์ ไม่จำเป็นต้องติดตั้งโปรแกรมใดๆ เพิ่มเติม

ส่วนคนที่ไม่อยากเสียเงินก็สามารถใช้งาน Google Hangouts ในเวอร์ชันฟรีได้เช่นกัน แต่มีข้อจำกัดคือ สามารถรองรับผู้ใช้งานได้พร้อมกันเพียง 10 คนเท่านั้น

ภาพจาก bluejeans.com

Bluejeans

เป็นโปรแกรม VDO Conference ที่รองรับการใช้งานแบบเสียเงินเท่านั้น แต่มีช่วงเวลาทดลองใช้ได้ฟรี 30 วัน สามารถรองรับผู้ใช้งานได 50-150 คนพร้อมกัน ขึ้นอยู่กับราคาของแพคเกจที่เลือกใช้ ซึ่งมีราคาอยู่ที่ 14.99-19.99 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 488.97-652.07 บาทต่อเดือน

ภาพจาก skype.com

Skype

เป็นโปรแกรมสำหรับการส่งข้อความ และ VDO Call ที่ผู้ใช้งานทั่วไปนิยมกัน ข้อดีคือเวอร์ชันฟรีสามารถรองรับการใช้งานได้พร้อมกันสูงสุด 50 คน มีแอปพลิเคชันทั้งในคอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือ รวมถึงสามารถใช้งานได้ผ่านเว็บไซต์ โดยไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมใดๆ รวมถึงเชิญผู้ใช้งานเข้ามาได้ง่าย เพียงแค่ใส่อีเมลเท่านั้น

ส่วนในเวอร์ชันสำหรับองค์กรธุรกิจ สามารถรองรับการใช้งานได้สูงสุด 250 คนพร้อมๆ กัน และมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีกว่าปกติ

ภาพจาก Microsoft

Microsoft Teams

เป็นโปรแกรมที่ใช้สำหรับการทำงานโดยเฉพาะของ Microsoft เหมาะสำหรับองค์กรที่สมัครใช้งาน Office 365 อยู่แล้ว เพราะสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัว มีทั้งเวอร์ชันฟรีที่สามารถรองรับผู้ใช้งานได้สูงสุด 300 คน แชร์ไฟร่วมกันได้ด้วยความจุ 10 GB ต่อทีม ส่วนเวอร์ชันเสียเงินรองรับการแชร์ไฟล์ร่วมกันบนความจุ 1,000 GB ต่อคน สามารถทำงานร่วมกับ Outlook ในการแชร์นัดหมายการประชุม บันทึกการประชุม และสามารถแก้ไขไฟล์เอกสารร่วมกันได้แบบพร้อมๆ กัน

ที่มา – Fast Company, Tech radar, ZD net

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ราคาน้ำมันดิบทำสถิติต่ำสุดเหลือ 19.92 เหรียญ หลัง COVID-19 สะท้อนความต้องการลดลง

Brand Inside - 30 March 2020 - 15:05

ราคาน้ำมันดิบล่าสุดอยู่ที่ 20.41 เหรียญต่อบาร์เรล ลดลงถึง 5% จากวันศุกร์ที่ผ่านมา จากความกังวลว่าความต้องการน้ำมันดิบลดลงจากการกักตัวของประชากรทั่วโลกในขณะนี้

Oil Rig Oil Jack Pump น้ำมันภาพจาก Shutterstock

ราคาน้ำมันดิบ West Texas ในช่วงการซื้อขายวันนี้ได้ทำสถิติใหม่ 19.92 เหรียญต่อบาร์เรล สาเหตุมาจากความต้องการน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ลดลงเนื่องจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ทั่วโลกเวลานี้กักตัวอยู่ในบ้าน ส่งผลทำให้ปริมาณความต้องการน้ำมันดิบลดลง นอกจากนี้ราคาน้ำมันดิบยังได้ทำลายสิถิติต่ำสุดในรอบ 17 ปีด้วย

โดยเฉลี่ยแล้ว ความต้องการใช้น้ำมันดิบในแต่ละวันของทุกประเทศรวมกันอยู่ที่ 100 ล้านบาร์เรล อย่างไรก็ดีนักวิเคราะห์หลายแห่งคาดว่าความต้องการน้ำมันดิบจะลดลงในช่วงไตรมาส 2 ที่กำลังใกล้เข้ามา โดยทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA คาดว่าความต้องการน้ำมันดิบจะลดลงได้มากถึง 20 ล้านบาร์เรลต่อวันในเร็วๆ นี้

นอกจากนี้สงครามการผลิตน้ำมันระหว่างซาอุดิอาระเบียและรัสเซียก็ยังไม่มีวี่แววในการลดกำลังการผลิต รวมไปถึงซาอุฯ ได้ทำการตัดราคาในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมานั้น เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาทางการซาอุดิอาระเบียได้กล่าวว่ารัสเซียยังไม่มีการติดต่อกลับมาเพื่อเจรจาประเด็นลดกำลังการผลิตแต่อย่างใด

ราคาน้ำมันได้ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว ยิ่งทำให้หุ้นกลุ่มพลังงงานของไทยได้รับผลกระทบไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นกลุ่ม ปตท. โดยล่าสุดราคาหุ้นของ ปตท. อยู่ที่ 29 บาท ลดลงไป 3.33% ขณะที่ ปตท. สผ ราคาล่าสุดอยู่ที่ 62 บาท ลดลงไป 3.88%

ล่าสุดราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ 20.41 เหรียญต่อบาร์เรล ลดลงถึง 5%

ที่มา – Hindustan Times, CNBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

กางตำรา เลือกซื้อประกันสู้โรคโควิด-19 ถามตัวเองสักนิดก่อนคิดจะซื้อ

Brand Inside - 30 March 2020 - 14:45

ความกังวลของคนไทยในช่วงนี้คงหนีไม่พ้นการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่มีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ แม้หลายคนจะพยายามหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้อื่น แม้จะช่วยลดความเสี่ยงไปได้บ้าง แต่ก็คงไม่ทั้งหมด

ประกันชีวิต และประกันสุขภาพ เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต ภาพจาก Shutterstock

ทางออกหนึ่งที่จะช่วยคลายความกังวลได้ คือการซื้อประกันที่ให้ความคุ้มครองในกรณีที่ป่วยเป็นโรคโควิด-19 เพราะอย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ทั้งค่ารักษาพยาบาล และค่าเสียโอกาสในกรณีที่ต้องหยุดงานเพื่อรักษา

แต่จะมีวิธีเลือกประกันที่ให้ความคุ้มครองโรคโควิด-19 อย่างไร เพราะตอนนี้มีประกันโรคโควิด-19 จากหลายบริษัท ซึ่งก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า มีกรมธรรม์ประกันหลายแบบที่ให้ความคุ้มครองในกรณีที่ป่วยเป็นโรคโควิด-19 อยู่แล้ว ได้แก่ กรรมธรรม์ประกันชีวิต กรมธรรม์ประกันสุขภาพ กรมธรรม์ประกันภัยการเดินทาง และกรมธรรม์ประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองโรคโควิด-19 โดยเฉพาะ

การรักษาพยาบาลมีค่าใช้จ่ายที่สูง ดังนั้นการซื้อประกันจึงเป็นทางเลือกที่ดี ซึ่งสามารถแบ่งเบาค่ารักษาได้ ภาพจาก pixabay

ซึ่งกรมธรรม์ประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองโรคโควิด-19 โดยเฉพาะ ในท้องตลาดที่บริษัทประกันนำมาเสนอขายจะมีแผนการคุ้มครองที่แตกต่างกัน แบ่งเป็น 4 รูปแบบ ดังนี้

รูปแบบที่ 1 ให้ความคุ้มครองแบบเหมาจ่าย เป็นจำนวนเงินที่ได้ตกลงกันไว้ ในกรณีที่ตรวจพบโรคโควิด-19 ในกรณีนี้เป็นการจ่ายเงินความคุ้มครองแบบครั้วเดียวจบ เมื่อตรวจพบโรค ซึ่งผู้ทำประกันสามารถนำเงินจำนวนนี้ไปใช้ในการรักษาพยาบาล

รูปแบบที่ 2 ให้ความคุ้มครองเมื่อเสียชีวิตหรือมีอาการโคม่าจากโรคโควิด-19 ซึ่งเมื่อเสียชีวิตหรือมีอาการโคม่าจากโรคโควิด-19 บริษัทก็จะจ่ายเงินความคุ้มครองให้ตามที่กำหนดไว้

รูปแบบที่ 3 คุ้มครองค่ารักษาพยาบาล ในกรณีนี้เมื่อผู้ทำประกันตรวจพบว่าป่วยเป็นโรคโควิด-19 บริษัทประกันจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ตามจริง แต่ไม่เกินวงเงินที่กำหนดเอาไว้

รูปแบบที่ 4 คุ้มครองค่าชดเชยรายวัน ในกรณีที่ปวยเป็นโรคโควิด-19 บริษัทจะจ่ายเงินค่าชดเชยรายวันให้กับผู้ทำประกัน เพื่อนำเงินจำนวนนี้ไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันในขณะที่ไม่มีรายได้จากการทำงาน

ซึ่งแต่ละบริษัทจะมีรูปแบบแผนการคุ้มครองที่ต่างกันไปตามราคา รวมถึงสามารถคุ้มครองหลายรูปแบบในกรมธรรม์เดียวก็มีเช่นกัน

หยุดคิดสักนิด ก่อนซื้อประกันโควิด-19

ตอนนี้มีประกันที่ให้ความคุ้มครองกรณีป่วยเป็นโรคโควิด-19 โดยเฉพาะจำนวนมากในท้องตลาด สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องตรวจสอบเงื่อนไขชีวิตของคุณก่อน เพื่อเลือกประกันที่มีความเหมาะสมกับเรามากที่สุด ทั้งเรื่องเบี้ยประกัน และการคุ้มครองที่จะได้รับ โดยเฉพาะหากคุณเคยทำประกันชีวิต หรือประกันสุขภาพไว้แล้วก่อนหน้านี้ คุณต้องกลับไปอ่านเงื่อนไขก่อน เพราะบางครั้งประกันชีวิต หรือประกันสุขภาพที่ทำไว้อาจให้ความคุ้มครองในกรณีที่ป่วยเป็นโรคโควิด-19 อยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องทำประกันโควิด-19 โดยเฉพาะเพิ่มเติมแต่อย่างใด

หากไม่เคยทำประกันชีวิต หรือประกันสุขภาพไว้เลย หรือเคยทำแต่ไม่แน่ใจว่าเงื่อนไขการคุ้มครองจะเพียงพอกับค่าใช้จ่ายในการรักษาหรือไม่ จะตัดสินใจที่จะทำประกันโรคโควิด-19 โดยเฉพาะเพิ่มเติมก็ได้ แต่ควรพิจารณาก่อนว่า เงื่อนไขการคุ้มครองของประกันชีวิต หรือประกันสุขภาพที่ทำไว้แต่ละกรมธรรม์ จะจ่ายเงินชดเชยในกรณีเจ็บป่วยมากน้อยแค่ไหน แล้วค่อยเลือกประกันโรคโควิด-19 ที่เหมาะสมตามการคุ้มครอง โดยอาจไม่ต้องซื้อแผนการคุ้มครองที่แพงที่สุดก็ได้

ส่วนบางคนโดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนที่มีประกันสังคมอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องกังวลเพราะประกันสังคมให้สิทธิในการตรวจ และรักษาในกรณีป่วยเป็นโรคโควิด-19 แต่หากอยากซื้อประกันโรคโควิด-19 เพิ่มเพื่อความสบายใจก็ได้เช่นเดียวกัน

ระวังประกันโควิด-19 อาจไม่ได้คุ้มครองทุกกรณี

ก่อนซื้อประกันโควิด-19 ควรอ่านเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ให้ดีก่อน เพราะมีเงื่อนไขบางอย่างที่อาจทำให้คุณไม่ได้รับความคุ้มครอง โดยเฉพาะเรื่องระยะเวลารอคอย เพื่อป้องกันผู้ทำประกันเจ็บป่วยก่อนที่จะมาทำประกัน ซึ่งบริษัทสามารถปฎิเสธการรับผิดชอบในช่วงเวลานี้ได้ ซึ่งส่วนใหญ่บริษัทประกันจะกำหนดระยะเวลารอคอยไม่เกิน 14 วัน

รวมถึงกรณีที่ผู้ซื้อประกัน จงใจพาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานที่เสี่ยงให้ติดเชื้อโควิด-19 เพื่อรับการคุ้มครอง ในกรณีนี้บริษัทประกันอาจอ้างว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และปฎิเสธการคุ้มครองได้

ตัวอย่างแผนการคุ้มครองประกันโควิด-19 ของทิพยประกันภัย ภาพจาก tipinsure.com ประกันโควิด-19 ถูกหรือแพงต่างกันยังไง?

ส่วนใหญ่แล้วประกันที่ให้ความคุ้มครองโรค-19 โดยเฉพาะจะมีราคาถูกกว่าประกันสุขภาพ หรือประกันชีวิตชนิดอื่นๆ เนื่องจากให้ความคุ้มครองที่เฉพาะเจาะจง มีราคาประมาณ 100-1,000 บาท ซึ่งจะแตกต่างกันที่แผนการคุ้มครอง

โดยประกันที่มีค่าเบี้ยประกันถูกประมาณ 100 บาทจะให้การคุ้มครองที่น้อย ส่วนใหญ่เป็นการจ่ายค่าคุ้มครองในกรณีที่ตรวจพบโรคโควิด-19 ประมาณ 10,000-15,000 บาท จ่ายครั้งเดียวจบ ซึ่งบางครั้งอาจไม่เพียงพอต่อค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นจริงก็ได้

รวมถึงยังต้องเผื่อค่าเสียโอกาสในระหว่างรักษาตัว เพราะไม่สามารถประกอบอาชีพได้ ดังนั้นการซื้อประกันที่มีเบี้ยประกันถูกเกินไปอาจไม่คุ้มค่า ควรเลือกซื้อประกันที่มีเบี้ยแพงขึ้นสักหน่อย แต่จ่ายค่าคุ้มครองทั้งการรักษาพยาบาล และให้เงินชดเชยระหว่างการรักษาจะดีกว่า

ส่วนถ้าใครตัดสินใจได้แล้วว่าจะซื้อประกันโควิด-19 คำถามถัดมาคือ ควรซื้อประกันจากช่องทางใด และซื้อกับบริษัทอะไรดี คำตอบง่ายๆ คือ ควรซื้อประกันจากช่องทางและบริษัทประกันที่น่าเชื่อถือ ส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทประกันขนาดใหญ่ ซึ่งคุณสามารถตรวจสอบความน่าเชื่อถือ และใบอนุญาตของนายหน้าที่คุณจะซื้อประกันได้ที่เว็บไซต์ของคปภ.

อยากซื้อให้คนอื่น ซื้อได้ไหม

บางครั้งหากคุณสนใจที่จะซื้อประกันที่ให้ความคุ้มครองโรคโควิด-19 โดยเฉพาะให้กับคนอื่น เช่นพ่อแม่ คนในครอบครัว หรือแม้แต่แฟน ก็สามารถทำได้ เพราะประกันโควิดส่วนใหญ่เป็นการซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ เพียงมีข้อมูลที่ถูกต้องของผู้ที่คุณต้องการซื้อประกันให้ เช่น ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ หมายเลขประจำตัวประชน และเบอร์โทรศัพท์ แต่สิ่งที่ควรระวังคือ ต้องมั่นใจว่าข้อมูลเหล่านี้ถูกต้อง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง

ที่มา – คปภ. (1), (2)

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

คุยกับหัวหน้าฝ่ายสื่อสารองค์กรของ dtac รับมือวิกฤต COVID-19 อย่างไรให้ราบรื่น

Brand Inside - 30 March 2020 - 12:08

ในวิกฤต COVID-19 หลายบริษัทเดินหน้ารับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Brand Inside มีโอกาสได้สัมภาษณ์ คุณอรอุมา ฤกษ์พัฒนาพิพัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายสื่อสารองค์กรและการพัฒนาอย่างยั่งยืนของดีแทค เพื่อพูดคุยถึงสองเรื่องหลัก หนึ่งคือแนวทางของดีแทคในฐานะธุรกิจโทรคมนาคมที่ปรับตัวต่อสถานการณ์ COVID-19 และอีกเรื่องคือดีแทคในฐานะที่เป็นหนึ่งในองค์กรใหญ่ที่ปรับตัวไปสู่ Work From Home ได้อย่างรวดเร็ว

dtacคุณอรอุมา ฤกษ์พัฒนาพิพัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายสื่อสารองค์กรและการพัฒนาอย่างยั่งยืนของดีแทค dtac ใช้หลักการอะไรในการจัดการด้านการสื่อสารในวิกฤต COVID-19

สำหรับดีแทค เราใช้หลักการเดียวเน้นๆ คือหลักคิดที่ว่าด้วย “multi stakeholder” หรือ “ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย” การที่ดีแทคเป็นองค์กรใหญ่และเมื่ออยู่ในภาวะวิกฤต หมายความว่า เรากำลังจัดการกับบริบทที่ซับซ้อน ดังนั้นต้องไล่เรียงสื่อสารกันให้ครบทุกระดับ ตั้งแต่ลูกค้า พนักงานในองค์กร และรวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

แต่ทั้งนี้ ถ้าพูดในภาพรวมของการสื่อสารที่ดีในภาวะวิกฤต สำหรับดีแทคแล้ว มีองค์กรประกอบสำคัญหลายประการ ได้แก่ ข้อความที่เราสื่อสารออกไปต้องซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา เชื่อถือได้ เข้าใจง่าย มีความเป็นมนุษย์ และรวมถึงต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ เพราะต้องไม่ลืมว่าการสื่อสารคือน้ำมันหล่อเลี้ยงที่ทำให้เรามองเห็นภาพใหญ่ของสิ่งที่เกิดขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น การสื่อสารกับพนักงานในองค์กร เราทำแบบ two-way communication เรามีแพลตฟอร์มภายในที่ให้พนักงานเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดความเห็นได้อย่างเปิดกว้างและเป็นส่วนตัว (ไม่ต้องระบุชื่อ) เพราะเราเชื่อว่าพนักงานมีสิทธิ์ที่จะรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้น เขาคือผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง และเมื่อพนักงานถามแล้ว ผู้บริหารจะต้องเป็นคนมาตอบ นี่คือกระบวนการมีส่วนร่วมของเราในองค์กร

พูดได้เลยว่า ในภาวะวิกฤตเรายิ่งต้องสื่อสารให้ชัดเจน และหัวใจของการสื่อสารในภาวะวิกฤตคือก่อให้เกิดการกระทำที่เป็นประโยชน์กับผู้รับสาร

dtac เป็นเจ้าแรกๆ ที่พูดเรื่อง Work From Home

ตอนที่ COVID-19 แรงขึ้น เราได้ยินคำว่า Work From Home กันบ่อยมาก แต่ดีแทคเป็นรายแรกๆ ที่นำเอา Data มากางให้ดูเลยว่า ในวิกฤตครั้งนี้ คนไทยใช้แอพพลิเคชั่น Work From Homr อะไรบ้างและเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่ คือเราต้องการสื่อสารกับสังคมเพื่อให้ข้อมูล ดังนั้นทุกคนที่เห็น Data นี้ ก็จะเห็นข้อเท็จจริงผ่านการเล่าเรื่องใหม่ให้น่าสนใจ

ความกังวลของหลายฝ่าย เมื่อ Work From Home แล้ว ระบบยังเดินหรือไม่

นี่เป็นเรื่องสำคัญมากๆ เราต้องการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าในสถานการณ์วิกฤตแบบนี้ แต่การทำงานของลูกค้าและองค์กรจะราบรื่น ดีแทคส่งโซลูชั่นที่ชื่อว่า “วิกฤตโควิด ธุรกิจต้องรอด” ออกมา คือในแง่การสื่อสารเราต้องการทำให้ทุกคนเห็นว่าตรงกันว่าเมื่อ Work From Home แล้ว แต่ระบบหลังบ้านของเรายังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง เทคโนโลยีหลังบ้านเราพร้อม

ส่วนพนักงานของเราเอง ได้มีการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่ว่าจะทำงานจากที่บ้านหรือในออฟฟิศ ประสิทธิภาพของการทำงานยังเป็นเรื่องสำคัญ ช่วงแรกที่มีกระแส Work From Home ผู้บริหารของดีแทคก็ขยับตัวเริ่มทำให้เห็นภาพก่อนเลยว่า สามารถทำงานจากที่บ้านได้ และก่อนที่เราจะ Work From Home กันจริงๆ เราก็มีการซักซ้อมกันก่อน เพราะหลายคนไม่เคยทำ ก็ต้องการช่วงเวลาของการปรับตัว

dtacภาพของคุณชารัด เมห์โรทรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค Work From Home ขอคำแนะนำ ในกรณีที่ Work From Home แล้วรู้สึกเบื่อ-เหงา-งานไม่เดิน

เรื่องนี้เกิดขึ้นได้กับทุกคน เพราะบรรยากาศของการทำงานที่บ้านมันให้ความรู้สึกผ่อนคลาย (relax) แต่อย่าลืมว่างานเราต้องเดิน สิ่งที่ควรมีคือ “วินัย” จะตื่นนอนเวลาไหน จะเข้านอนเวลาไหน เอาให้ชัดเจนที่สุด นอกจากนั้นควรมีโต๊ะทำงานเป็นหลักเป็นแหล่ง พยายามเตือนตัวเองว่ากำลังทำงานในออฟฟิศ แม้ว่าจะนั่งทำงานอยู่บ้านก็ตาม

หรืออย่างการประชุมแบบ Work From Home ที่ต้องผ่านทางวิดีโอคอล ตรงนี้เราอาจจะต้องทำการบ้านหนักขึ้น เพราะประชุมผ่านจอมันคล้ายกับการดูทีวี อาจหลุดได้ง่าย ดังนั้นก่อนที่จะมานำเสนอประเด็น ควรมีการส่งข้อมูลให้ทีมอ่านก่อนเพื่อทำความเข้าใจร่วมกันในเบื้องต้น และหลังจากเมื่อประชุมเสร็จอาจมีการเก็บประเด็นรายละเอียดกันอีกรอบเพื่อทำให้ไม่ตกหล่น

หลังจากนั้น เมื่อได้งานแล้ว ต้องพักบ้าง ออกกำลังกาย หาสิ่งอื่นทำที่นอกเหนือจากงานบ้าง และถ้ารู้สึกเบื่อหรือเหงา ในช่วงที่เราออกไปไหนไม่ได้ ก็อาจจะวิดีโอคอลหาเพื่อนในทีม พูดคุยกัน แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องงาน ถามไถ่ถึงชีวิต คุยเล่นกันเลย อันนี้แนะนำว่าต้องมี เพราะมันจะทำให้คลายความเหงาลงไปได้เยอะ

คิดว่าประเด็นสำคัญของการทำงานจากที่บ้านหรือทำงานในออฟฟิศ คือการหาสมดุลของการทำงานให้ได้ ซึ่งสมดุลตรงนั้นมันคือการ “Work-Life Integration” หรือการเอางานกับชีวิตมาผสมผสานกันให้ลงตัว และเราจะมีความสุขกับการทำงาน

มองอย่างไรกับอนาคตของ Work From Home

เป็นไปได้ว่าวิกฤตรอบนี้อาจเปลี่ยนรูปแบบหรือวิถีการทำงานของเราไปเลยก็ได้ เพราะครั้งนี้หลายบริษัทได้ทดลองทำ Work From Home ของจริงกันอย่างถ้วนหน้า

แต่อย่างไรก็ดี สิ่งที่ดีแทคมองสำหรับเรื่องอนาคตของการทำงาน (Future of Work) คือการที่มันเป็นเรื่องของ Transformation หรือการเปลี่ยนผ่านองค์กรด้วย

  • 3 สิ่งที่ดีแทคเน้นย้ำมีดังนี้
  1. Culture: วัฒนธรรมขององค์กรที่แข็งแกร่ง มาจากการลดอำนาจในการสั่งงานภายในองค์กร สิ่งเหล่านี้จะฝังอยู่ในการทำงานของคนดีแทค (ชวนอ่านบทความ Agile จะเปลี่ยนแปลงการทำงานใน dtac ได้อย่างไร)
  2. Technology: การลงทุนทางเทคโนโลยี เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเทคโนโลยีใหม่ๆ จะทำให้เราเตรียมความพร้อมไปสู่โลกอนาคตของการทำงาน และมันเป็นการการดึงดูด (attract) แรงงานใหม่ๆ ในตลาดอีกด้วย
  3. People: การเตรียมความพร้อมคนในองค์กร ต้องทำตั้งแต่ระดับ Mindset ซึ่งจะต้องมีทักษะใหม่ๆ ที่เหมาะกับการทำงานในโลกอนาคต เช่น ทักษะการมีส่วนร่วมในการทำงาน ทักษะการเล่าเรื่อง ทักษะความเห็นอกเห็นใจ สิ่งเหล่านี้จะยิ่งทวีคูณความสำคัญมากยิ่งขึ้นในยุคแห่งเทคโนโลยี เราในฐานะมนุษย์ยิ่งต้องใส่ความเป็นมนุษย์เข้าไป

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ถอด 5 บทเรียนทีม PR ของ AIS รับมือวิกฤต COVID-19 อย่างไรให้ทันท่วงที

Brand Inside - 30 March 2020 - 11:10

ท่ามกลางวิกฤต COVID-19 ที่เกิดขึ้นทั่วโลกในขณะนี้ หลายองค์กรต้องทำงานหนักเพื่อบริหารจัดการกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หนึ่งในนั้นคือฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบริษัทต่างๆ ที่ต้องรับมือกับภาวะวิกฤตให้ทันท่วงที ภาษาในวงการเรียกสิ่งนี้ว่า PR in Crisis Management ซึ่งหมายรวมถึงทั้งแผนการจัดการและแผนสื่อสารในภาวะวิกฤตของบริษัท

Brand Inside มีโอกาสได้สัมภาษณ์ทีมประชาสัมพันธ์ของ AIS ซึ่งเป็นหนึ่งองค์กรใหญ่ในไทยที่ปรับตัวและรับมือกับวิกฤตครั้งนี้ได้ค่อนข้างรวดเร็ว

  • แน่นอนว่า ในยุคแห่งโรคระบาดแบบนี้ เราสัมภาษณ์ทีมงานทั้งหมดผ่านการวิดีโอคอล และนี่คือ 5 บทเรียนที่ได้จากการพูดคุย
ภาพการประชุมงานช่วงแรก ต้นเดือนมีนาคม 2020 ก่อนที่สถานการณ์ COVID-19 จะลุกลามจนรัฐบาลต้องประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทีมพีอาร์ AIS แบ่งทีมเพื่อรับมือกับวิกฤตอย่างรวดเร็ว 1. เมื่อพายุแห่งวิกฤตเข้ามา ต้องมองหาโอกาสให้ไว

“ในวิกฤตมีโอกาส” นี่คือคำพูดของ คุณสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าฝ่ายงานประชาสัมพันธ์ เอไอเอส

“เมื่อวิกฤตโรคระบาดเกิดขึ้น มันส่งผลกระทบต่อทุกคน ไม่ใช่แค่พนักงาน แต่รวมถึงลูกค้าและประชาชนด้วย คำถามที่สำคัญสำหรับเราคือ จะทำอย่างไรให้ลูกค้ายังได้รับบริการที่ดี เรามีบริการเสริมอะไรจะช่วยลูกค้าได้ เราทำหมด เพราะพายุมันกำลังมาแล้ว เราต้องทำทันที”

“โดยปกติ หน้าที่ของเราคือการสื่อสารความคิดและวิสัยทัศน์ของบริษัท เราเป็นคนเล่าเรื่อง สื่อสารเรื่องราว แต่ในภาวะวิกฤต เราก็ยังต้องดำเนินธุรกิจต่อไป เรื่อง 5G ก็ยังต้องพูด แต่เราจะผสมผสานเรื่องราวธุรกิจกับการจัดการวิกฤตให้ราบรื่นได้อย่างไร คำตอบคือ เราต้องทำงานร่วมกับทีมอื่นๆ เราต้องกระโดดไปร่วมมือกับทีมอื่นๆ ในองค์กร”

“ในยุคที่เดินทางไปมาหากันไม่สะดวก เราจะแถลงข่าวแบบ Live Broadcast (ถ่ายทอดสด) เราต้องไปขอความร่วมมือกับทีมสนับสนุน ทีมวิศวกร ทีมผู้บริหาร การทำงานร่วมกันหลายทีมคือสิ่งสำคัญมากในภาวะวิกฤต หรือกระทั่งในช่วงแรกที่สภาวะและบรรยากาศของ COVID-19 ยังอึมครึม ทีมเราก็ตัดสินใจเดินเกมแถลงข่าวจับมือเซ็นสัญญาข้ามประเทศผ่านวิดีโอคอล นี่คือการรับมือกับพายุแห่งวิกฤตที่เราเชื่อว่ามันมีโอกาสอยู่ในนั้น”

คุณสายชลสรุปหลักการของทีมในการทำงานดังนี้

  • ความยืดหยุ่นในการทำงาน (Flexible)
  • ต้องกล้าที่จะทำ (dare to)
  • ต้องมีความคิดและทัศนคติที่ดี (Mindset)
  • สปิริตของทีมที่พร้อมจะลุยงานต่างๆ (Team Spirit)
2. ความกล้าคือคุณสมบัติอันยิ่งใหญ่ในยุคนี้

“ความกล้าคือคุณสมบัติที่สำคัญมากๆ เพราะมันคือความกล้าในการทดลองทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน”

ด้านบนคือคำพูดของ คุณวราลี จิรชัยศรี หัวหน้าส่วนงานสื่อสารองค์กร เอไอเอส ที่เล่าให้ฟังว่า “คุณสมบัติของทีมเราคือ ความกล้าที่จะทำ เราไม่เคยรอให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบก่อนแล้วค่อยลงมือทำ เพราะ Magic Moment มันอาจมาแล้วหายไปเลย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะวิกฤตแบบนี้ที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราต้องพยายามจับกระแสให้ทัน แล้วลงมือทำทันที”

“แต่อันที่จริงแล้ว ลำพังความกล้าอย่างเดียวก็อาจไม่พอ เพราะอีกเรื่องที่สำคัญอย่างมากคือ เราโชคดีมากที่อยู่ในองค์กรที่มีวิสัยทัศน์ เรามีทีมงานที่เป็นคนสายพันธุ์เดียวกัน คือเป็นกลุ่มคนที่ชอบลองทำอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ”

“ดังนั้น ในภาวะวิกฤตแบบนี้ ที่เราต้องร่วมมือกับทุกหน่วยงาน นี่เป็นช่วงที่งานเยอะที่สุด แต่ทีมเราพร้อม เนื่องจากเป็นคนสายพันธุ์เดียวกัน มีทั้งความพร้อมและความกล้าที่จะลุยงานไปด้วยกันเสมอ”

3. ในภาวะวิกฤต ต้องโยนหัวโขนทิ้งชั่วครู่

“การที่ทีมเราทำงานได้ไว เป็นเพราะในสถานการณ์แบบนี้ หัวหน้าไม่ได้อยู่สูง แต่เป็นคนทำงานเหมือนเราๆ”

คุณสุดาพร วัชรนิศากร ผู้จัดการแผนกบริหารสื่อประชาสัมพันธ์ เอไอเอส บอกว่า “ในภาวะวิฤต ลำดับชั้นของอำนาจในองค์กรต้องลดลง เพื่อให้จัดการกับวิกฤตได้ทันท่วงที ไม่มีรีรอ หัวมา ตัวมา มือทำเลย คือเราจะรอไม่ได้”

“เพราะหน้าที่ของ PR คือการวัดอุณหภูมิของสังคม รวมทั้งสื่อมวลชนด้วย ดังนั้นเราต้องการเป็นผู้นำ (leader) เราไม่รอให้คนอื่นทำก่อน ถ้าเราทำผิดพลาด ครั้งหน้าเราจะดีขึ้น แต่เราไม่รอให้คนอื่นทำนสำเร็จแล้วเราทำตาม นั่นไม่ใช่ DNA ของทีมเรา และมากกว่านั้นคือ ทีมเราชอบทำเรื่องยาก ชอบทำสิ่งที่คนอื่นไม่ทำ เพราะฉะนั้นพูดได้เลยว่า ที่เราทำงานได้ทันท่วงที เป็นเพราะทีมดีและมีองค์กรที่เข้าใจและพร้อมสนับสนุนให้เราได้ทำในจังหวะที่ดีด้วย”

4. ในภาวะวิกฤต คิดแล้วต้องทำทันที

“ซ้อมแล้วทำเลย คิดแล้วทำทันที”

คุณฉัตรกุล สุนทรบุระ ผู้จัดการแผนกประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์องค์กร เอไอเอส บอกว่า “ในภาวะวิกฤตโรคระบาดที่ทุกคนหวั่นวิตก เนื่องจากจะเกิดขึ้นกับใครก็ได้ ดังนั้นบทบาทของหัวหน้าทีมที่ดีคือต้องมีวิสัยทัศน์ คือต้องจัดเตรียมทุกด้านให้พร้อม และลงมือทำกับทีมในทุกขั้นตอน ซ้อมแล้วทำเลย คิดแล้วทำทันที”

“นอกเหนือจากนั้น ในภาวะวิกฤตเราอาจต้องทำงานที่มากไปกว่างานปกติของเรา ให้คิดเสียว่านี่คือช่วงเวลาที่เราจะได้โชว์ทักษะ ปล่อยของ และอัพเกรดตัวเอง นี่คือช่วงเวลาที่จะได้ปลดปล่อยศักยภาพของทีม”

5. อย่าให้ Work From Home เป็นแค่แฟชั่น

อีกประเด็นคือการทำงานจากที่บ้านหรือ Work From Home ที่อย่าทำให้เป็นเพียงแค่กระแสหรือแฟชั่น เพราะสิ่งสำคัญคือการบริการลูกค้า ไม่ว่าจะทำงานจากที่ใดก็ตาม

“หัวใจของการทำงานจากที่บ้านสำหรับเอไอเอสคือการคิดเสมอว่าเราจะบริการลูกค้าอย่างไรให้ต่อเนื่อง นี่คือโจทย์สำคัญที่ต้องคิดไปพร้อมๆ กับเรื่องความปลอดภัยของพนักงาน” คุณวราลี สรุปใจความสำคัญพร้อมระบุด้วยว่า “ในฐานะที่เราทำธุรกิจซึ่งเป็นเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ไม่ว่าเราจะทำงานจากที่บ้านหรือทำงานในออฟฟิศ เราเตรียมการพร้อมกับทุกสถานการณ์ ธุรกิจยังเดินหน้าต่อไป ลูกค้าต้องได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด เอไอเอสอยู่ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเศรษฐกิจของประเทศ เราต้องสร้างความเชื่อมั่นตรงนี้ให้ได้ด้วยไม่ว่าเราจะทำงานจากที่บ้านหรือออฟฟิศ”

ทีมประชาสัมพันธ์ของเอไอเอสวิดีโอคอลเพื่อประชุมงาน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

รู้หรือไม่ Berkshire Hathaway ล่าสุดมีเงินสดที่ซื้อกิจการ Starbucks หรือแม้แต่ Tesla สบายๆ

Brand Inside - 30 March 2020 - 01:11

บริษัทลงทุนของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ล่าสุดมีเงินสดในกิจการสูงถึง 4.11 ล้านล้านบาท สามารถซื้อกิจการในสหรัฐในช่วงวิกฤติ COVID-19 นี้ได้อย่างสบายๆ ไม่ว่าจะเป็น Tesla, Starbucks หรือแม้แต่ 3M

Warren BuffettWarren Buffett (Photo by Alex Wong/Getty Images)

Berkshire Hathaway บริษัทลงทุนของ Warren Buffett ล่าสุดมีเงินสดมากถึง 125,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราวๆ 4.11 ล้านล้านบาท และเหตุการณ์หุ้นตกหนักในสหรัฐอเมริกานั้น ทำให้กิจการของมหาเศรษฐีอันดับ 4 ของโลก สามารถเลือกซื้อ 1 บริษัทที่มีมูลค่าตลาดเข้าเกณฑ์ได้ทันทีถึง 450 บริษัทในดัชนี S&P 500 โดยที่ไม่ต้องกู้เงินเพิ่มเติมด้วยซ้ำ

สาเหตุสำคัญที่บริษัทลงทุนของ Warren Buffett สามารถเข้าซื้อกิจการเหล่านี้ได้ เนื่องจากราคาหุ้นของบริษัทต่างๆ ตกลงอย่างหนักจากความกังวลในการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ส่งผลทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐอาจมีโอกาสสูงที่ชะลอตัวลงในไตรมาส 2 ที่จะถึงนี้ รวมไปถึงความกังวลของกำไรบริษัทเหล่านี้ที่ลดลงจากผลกระทบดังกล่าว

บริษัทต่างๆ ที่ Berkshire Hathaway สามารถซื้อกิจการได้เลยทันทีวันนี้โดยเหลือเงินด้วยซ้ำ เช่น Starbucks เชนร้านกาแฟชื่อดังที่มีมูลค่าบริษัทราวๆ 82,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ Tesla ของ Elon Musk ที่มีมูลค่าบริษัทอยู่ที่ 97,000 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมไปถึงการซื้อกิจการของ Boeing ที่มีมูลค่าบริษัทที่ประมาณ 102,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

อย่างไรก็ดีถ้าหากนับเกณฑ์ว่าการเข้าซื้อบริษัทต่างๆ นั้นมักจะให้ค่าพรีเมี่ยมเพิ่มเติมอีก 20% ของมูลค่าบริษัทที่จะซื้อกิจการ Berkshire Hathaway สามารถซื้อกิจการของ UPS บริษัทส่งพัสดุรายใหญ่ที่มีมูลค่าบริษัท 87,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือแม้แต่บริษัทที่ขึ้นชื่อเรื่องหน้ากาก N95 อย่าง 3M ที่มีมูลค่ากิจการที่ 78,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ได้อย่างสบายๆ โดยเหลือเงินด้วยซ้ำ

ก่อนหน้านี้นักลงทุนมักจะตั้งคำถามว่า Warren Buffett จะจัดการกับเงินสดมหาศาลนี้อย่างไร ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้พยายามเข้าซื้อกิจการสำคัญๆ โดยในปีที่ผ่านมาบริษัทสนใจที่จะซื้อกิจการ Tiffany & Co เช่นกัน แต่ก็เป็น LVMH ที่ได้กิจการไป หรือแม้แต่การเข้าซื้อกิจการของ Tech Data Corp ที่เป็นผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทั้ง Software และ Hardware ในสหรัฐ แต่ก็แพ้ให้กับ Private Equity ชื่อดังอย่าง Apollo Global Management

ที่มา – Business Insider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

อร่อยเหมือนกินที่ร้าน 5 แบรนด์ดังปรับตัวสู้โควิด กินที่ร้านไม่ได้ ก็สั่งมากินที่บ้าน

Brand Inside - 29 March 2020 - 20:25

โควิด-19 กำลังระบาดหนัก บริษัทหลายแห่งต้องปิดตัว ลอยแพพนักงานเพราะแบกรับต้นทุนไม่ไหว หลายแห่งเร่งปรับตัวตามมาตรการ Social Distancing การสั่งปิดเมืองของกรุงเทพฯ ส่งผลให้ร้านอาหารหลายแห่งได้รับผลกระทบหนัก เพราะผู้คนไม่สามารถมานั่งทานอาหารได้ปกติเหมือนก่อนหน้าที่ยังไม่มีโรคระบาด

หลายคนก็เลือกที่จะเก็บตัวอยู่บ้านเพื่อความปลอดภัยมากกว่าจะออกไปสั่งซื้ออาหารและกลับบ้าน ร้านอาหารหลายร้านที่ไม่ค่อยได้เห็นการทำฟู้ดเดลิเวอรี่ ก็หันมาสู้โควิด-19 ด้วยการเน้นเดลิเวอรี่มากขึ้น เช่นเดียวกับร้านอาหาร 5 แบรนด์ดังที่เรานำมายกตัวอย่าง ดังนี้

MK Restaurant

ร้านอาหาร MK สุกี้ ที่เรามักจะไม่คุ้นชินกับการเดลิเวอรี่เท่าไร เพราะส่วนมากมักจะเป็นการนัดรวมตัวกลุ่มเพื่อนและครอบครัวทานอาหารกลุ่มใหญ่ในร้าน นี่ก็เป็นตัวอย่างการปรับตัวของร้านอาหารอีกแห่งหนึ่ง MK เปิดช่องทางให้คนสั่งอาหารผ่านทาง Grab และ LINE MAN ด้วย

ล่าสุดคือการใช้โปรโมชั่นสั่งเมนูเป็ด 1 แถม 1 ได้ทั้ง 2 ช่องทางคือ

  1. คลิกสั่ง Grab Food http://bit.ly/2U8wkmz
  2. หรือ LINE MAN คลิก http://bit.ly/33zw7wP

เมนูเป็ด 1 แถม 1 ช่วยคนไทยฝ่าวิกฤติ ส่งความอร่อยถึงหน้าประตูบ้าน ไม่ต้องไปทีไหนก็อร่อยกับ MK ได้

  • เป็ดย่าง จานเล็ก 1 แถม 1เพียง 178.- (จาก 356.-)
  • เป็ดย่าง จานใหญ่ 1 แถม 1เพียง 350.- (จาก 700.-)
  • บะหมี่หยกเป็ดย่าง 1แถม 1เพียง 92.- (จาก 184.-)
  • ข้าวหน้าเป็ดย่าง 1 แถม 1 เพียง 92.- (จาก 184.-)

*โปรโมชั่นเริ่มวันที่ 23 มีนาคม 2563 – 29 มีนาคม 2563
*เฉพาะเดลิเวอรี่ เท่านั้น
*สินค้ามีจำนวนจำกัด
*เราย่างเป็ดใหม่ทุกวัน เพื่อรักษาคุณภาพและความอร่อยตามมาตรฐานของ MK
*เงื่อนไขการส่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามบริษัทกำหนด

Penguin Eat Shabu

ร้านอาหาร Penguin Eat Shabu นี่ก็ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ไม่น้อย ทางร้านเล่าสถานการณ์ที่ตัวเองต้องเผชิญผ่านเพจเฟสบุคว่า หลังจากที่มีเรื่องไวรัสที่จีน ร้านตัดสินใจปรับตัว ปรับนโยบายตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา เพื่อรักษายอดขายให้ได้มากที่สุด จนกระทั่งกลางเดือนกุมภาพันธ์ สถานการณ์ไม่ดีขึ้น จึงตัดสินใจปิดร้านหนึ่งสาขา ใช้นโยบายผู้บริหารไม่รับเงินเดือน 3 เดือนเพื่อส่งสัญญาณให้ทีมงานทุกคนต้องรีบปรับตัว

กระทั่งเดือนมีนาคม สถานการณ์ยิ่งแย่ลง จึงสั่งปิดอีกหนึ่งสาขาและสั่งกักตุนอาหารมาม่า ข้าวสาร 2 ตัน เพื่อเวลาที่เกิดความไม่แน่นอน พนักงานกว่า 200 คน จะต้องมีกิน ดำรงชีวิตอยู่ได้ตลอดเวลา 3 เดือน

จนถึงกลางเดือนมีนาคม ทุกอย่างแย่ลง ต้องตัดสินใจให้พนักงานบางส่วนออก บางส่วน leave without pay 2 เดือน เกิน 60% ของพนักงานทั้งหมด จนกระทั่ง 20 มีนาคม วันสุดท้ายที่พนักงานหลายคนเตรียมตัวกลับบ้าน คนที่ไม่กลับและยังอยู่ บริษัทให้สัญญาว่า ทุกคนจะมีห้องนอน มีข้าวกิน มีของใช้เพื่อให้อยู่รอดตลอด 3 เดือนนี้ให้ได้

ล่าสุด ร้าน Penguin Eat Shabu-เพนกวินกินชาบู ยังสู้ต่อ ให้ลูกค้าพรีออเดอร์อาหารได้ 2 วัน (เวลา 11.00น. เท่านั้น) โดยแบ่งเป็นรอบ ดังนี้

  • รอบวันจันทร์ที่ 30 มีนาคม สำหรับทานวันพฤหัส 2 – ศุกร์ 3 เมษายน (วันละ 50 ชุด)
  • รอบวันอังคารที่ 31 มีนาคม สำหรับทานวันเสาร์ที่ 4 – อาทิตย์ที่ 5 เมษายน (วันละ 50 ชุด)
ภาพจาก Penguin Eat Shabu

เมนูอาหารนี้ ยังไม่มีใครรู้ว่ามันคืออะไร ใครจองทันก็จะเป็นคนกลุ่มแรกที่ได้ทาน ราคา Mystery Box เท่าเดิมชุดละ 350 บาท ค่าส่ง 20 บาทต่อชุด ดังนี้

เขตจัดส่ง
ฝั่งธน: ธนบุรี / คลองสาน / บางกอกใหญ่ / บางกอกน้อย / บางพลัด / ภาษีเจริญ
/ ตลิ่งชัน / ราษฎร์บูรณะ / จอมทอง / บางแค

ฝั่งพระนคร: พระนคร / ดุสิต / ราชเทวี / ปทุมวัน / บางรัก / สาธร / บางคอแหลม / ยานนาวา / คลองเตย / วัฒนา / ดินแดง / พญาไท / บางซื่อ / จตุจักร / ลาดพร้าว / วังทองหลาง / บางกะปิ / พระโขนง / บางนา / สวนหลวง / ห้วยขวาง / ดอนเมือง / ปากเกร็ด / หลักสี่ / บางเขน

ใครไม่อยากรอ Call สั่งอาหารตรงส่งถึงที่ 02-026-8920 หรือ สั่งผ่าน Lineman ก็ได้

Bar B Q Plaza

คิดถึงก้อน สั่งก้อนไปปิ้งกินที่บ้าน

บาร์บีคิว พลาซ่าก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกของสายกินปิ้งย่าง หลังจากที่คนเรียกร้องกันเยอะ บาร์บีคิว พลาซ่า จึงจัดชุดปิ้งย่าง ​DIY Set ปิ้งง่าย กินง่าย เหมือนนั่งทานที่ร้านบาร์บีคิว พลาซ่า ชุดประหยัดเริ่มต้นที่ 199 บาท ฟรีน้ำจิ้มครบรสกับพริกกระเทียม พร้อมกระหล่ำปลีสไลด์อลังการทุกชุด

ทั้งนี้ ทางร้านมีโปรโมชั่น 4 วันที่สั่งผ่าน LINE MAN วันที่ 28 มีนาคม – 31 มีนาคม 2563 รับของขวัญเซอร์ไพรส์จากพี่ก้อนทุกชุด เฉพาะชุด Happy Set และ Variety Set (สั่ง Line Man ค่าส่งเริ่มต้นแค่ 10 บาท สั่งได้ที่นี่) ใกล้ที่ไหน สั่งที่นั่น ทั้งนกรุงเทพฯ ปริมณฑล ทุกสาขาจะให้บริการเฉพาะรูปแบบ Take home และ Delivery ทั้งหมด 34 สาขา (เช็คสาขาได้ที่นี่) จะสั่งเอง รับเองที่ร้าน หรือจะสั่ง Delivery ก็ได้หมด

Sukishi Intergroup ปิ้งย่างสไตล์เกาหลีและอาหารญี่ปุ่น

จะสุกี้หรือปิ้งย่าง Sukishi ก็จัดให้ถึงบ้านได้แล้ว ถ้าสั่งชุด DUO SET Suki & Grill ชุดใดก็ได้เริ่มที่ 999 บาท จะได้รับเตาไฟฟ้าฟรี ส่งให้ถึงบ้านด้วย โปรโมชันที่ Sukishi มีก็หลากหลาย ดังนี้

  • Pork Duo Set เซตคู่หูหมู สำหรับ 2-3 ท่าน ชุดสุกี้สุดคุ้มหมูและชุดโซลกริลล์หมูไก่ ฟรี 1 ซุปใส 4 น้ำจิ้ม บะหมี่เกาหลีสำเร็จรูป น้ำเก๊กฮวย 2 ขวด เตาไฟฟ้าราคาพิเศษ 999 บาท จากราคาปกติ 1,938 บาท
  • Beef Duo Set เซตคู่หูเนื้อ สำหรับ 2-3 ท่าน ชุดสุกี้สุดคุ้มเนื้อและชุดโซลกริลล์เนื้อ ฟรี 2 ซุป ซุปใสและซุปเนื้อ 4 น้ำจิ้ม บะหมี่เกาหลีสำเร็จรูป น้ำเก๊กฮวย 2 ขวด + เตาไฟฟ้าราคาพิเศษ 1,199 บาท จากราคาปกติ 2,188 บาท
  • Mixed Duo Set เซตคู่หูรวมมิตร สำหรับ 3-4 ท่าน ชุดสุกี้รวมมิตรหมู ทะเลและชุดโซลกริลล์รวมมิตรหมู เนื้อ ทะเล ฟรี 2 ซุป ซุปใสและซุปเนื้อ 4 น้ำจิ้ม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำเก๊กฮวย 2 ขวด + เตาไฟฟ้าราคาพิเศษ 1,399 บาท จากราคาปกติ 2,468 บาท
  • ขั้นตอนการสั่งโปรโมชั่น Sukishi Suki 7 Grill to Home ที่ Call Center 02-820-2855 ในเวลาทำการ 09.00-18.00 น. (สั่งภายใน 12.00น. จัดส่งภายในวันนั้นไม่เกิน 20.00 น. สั่งหลัง 12.00น. จัดส่งวันถัดไปไม่เกิน 20.00น.)
  • พื้นที่บริการ ทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑลเฉพาะเขตสมุทรปราการ แจ้งรายการอาหารและจำนวน แจ้งชื่อเบอร์โทรที่อยู่ผู้รับอาหาร และจุดสังเกตสถานที่ให้ชัดเชน
  • อัตราค่าจัดส่ง สั่งครบ 1,000 บาทส่งฟรีในพื้นที่ระยะ 10 กิโลเมตร ถ้าสั่งไม่เกิน 1,000 บาทคิดค่าจัดส่งตามอัตรา 10 กม จัดส่ง 40 บาท, 11-20 กม. จัดส่ง 100 บาท, 21-30 กม. จัดส่ง 200 บาท
Mo-Mo-Paradise (Thailand)

ปิดท้ายกันที่ Mo-Mo-Paradise มีเมนูสุดคุ้มสำหรับลูกค้าหลากหลายกลุ่มที่สนใจเนื้อวัว Aus พรีเมียม หมูคุโรบูตะ และเมนูอาหารเซ็ตของโม โม พาราไดซ์ (โกลด์) ที่สามารถสั่งได้ผ่านทางไลน์แมนและโทรสั่งตรงที่ร้านได้เลย

ตัวอย่างเมนูเซ็ต

  1. Premium Wagyu Sukiyaki Set: ชุดเซตสุกี้ยากี้เนื้อวากิว พร้อมทานสำหรับ 1 ท่าน (490 บาท)
    เนื้อวากิวพรีเมียม 100 กรัม และชุดผักสุขภาพ ปรุงสุกพร้อมทาน ในซุปสุกี้ยากี้ ทานกับไข่ไก่สดอนามัย (Cage
    Free) เสิร์ฟพร้อมข้าวญี่ปุ่น สลัด แตงกวาดอง และซุปมิโซะ
  2. Beef Shortplate Sukiyaki Set: ชุดเซตสุกี้ยากี้เนื้อ US พร้อมทานสำหรับ 1 ท่าน (300 บาท)
    เนื้อ US 100 กรัม และชุดผักสุขภาพ ปรุงสุกพร้อมทาน ในซุปสุกี้ยากี้ ทานกับไข่ไก่สดอนามัย (Cage Free) เสิร์ฟพร้อมข้าวญี่ปุ่น สลัด แตงกวาดอง และซุปมิโซะ
  3. Kurobuta Sukiyaki Set: ชุดเซตสุกี้ยากี้หมูคุโรบูตะ พร้อมทานสำหรับ 1 ท่าน (255 บาท) หมูคุโรบูตะ 100 กรัม และชุดผักสุขภาพ ปรุงสุกพร้อมทาน ในซุปสุกี้ยากี้ ทานกับไข่ไก่สดอนามัย (Cage Free) เสิร์ฟพร้อมข้าวญี่ปุ่น สลัด แตงกวาดอง และซุปมิโซะ
  4. Gyu Tama Don Set: ชุดเซตข้าวหน้าเนื้อวากิวชุบไข่ พร้อมทานสำหรับ 1 ท่าน (460 บาท) เนื้อวากิวพรีเมียมชุบไข่ราดข้าว เสิร์ฟพร้อมสลัด แตงกวาดอง และซุปมิโซะ
  5. Beef Short plate Sukiyaki Don Set: ชุดเซตข้าวหน้าสุกี้ยากี้เนื้อ US พร้อมทานสำหรับ 1 ท่าน (280 บาท) เซตสุกี้ยากี้เนื้อ US ราดข้าว เสิร์ฟพร้อมสลัด แตงกวาดอง และซุปมิโซะ

ตัวอย่างเมนูพรีเมียม

  1. Aus Beef Sukiyaki Party Set : ชุดปาร์ตี้สุกี้ยากี้เนื้อวัว Aus สุดคุ้ม! สำหรับ 2-3 ท่าน
    เนื้อวัวออสเตรเลีย เกรดพรีเมียม 600 กรัม เซตผักสุขภาพรวมชุดใหญ่ น้ำซุปสุกี้ยากี้ (น้ำดำ) สูตรพิเศษของโม โม พาราไดซ์ ข้าวญี่ปุ่นและอูด้ง ทานคู่กับไข่ไก่สดอนามัย (Cage Free)
  2. Kurobuta Sukiyaki Party Set : ชุดปาร์ตี้สุกี้ยากี้หมูคุโรบูตะสุดคุ้ม! สำหรับ 2-3 ท่าน
    เนื้อหมูคุโรบุตะ 660 กรัม เซตผักสุขภาพรวมชุดใหญ่ น้ำซุปสุกี้ยากี้ (น้ำดำ) สูตรพิเศษของโม โม พาราไดซ์ ข้าวญี่ปุ่นและอูด้ง ทานคู่กับไข่ไก่สดอนามัย (Cage Free)
  3. Aus Beef & Kurobuta Sukiyaki Party Set : ชุดปาร์ตี้สุกี้ยากี้เนื้อวัว Aus และหมูคุโรบูตะ สุดคุ้ม! สำหรับ 2-3 ท่าน เนื้อวัวออสเตรเลีย เกรดพรีเมียม 300 กรัม และ เนื้อหมูคุโรบุตะ 330 กรัม เซตผักสุขภาพรวมชุดใหญ่ น้ำซุปสุกี้ยากี้ (น้ำดำ) สูตรพิเศษของโม โม พาราไดซ์ ข้าวญี่ปุ่นและอูด้ง ทานคู่กับไข่ไก่สดอนามัย (Cage Free)
  4. Aus Beef Shabu Shabu Party Set : ชุดปาร์ตี้ชาบูชาบูเนื้อวัว Aus สุดคุ้ม! สำหรับ 2-3 ท่าน
    เนื้อวัวออสเตรเลีย เกรดพรีเมียม 600 กรัม เซตผักสุขภาพชุดใหญ่ น้ำซุปชาบู ชาบู รสดั้งเดิม ข้าวญี่ปุ่นและอูด้ง ทานคู่กับซอสเซซามิ, ซอสปอนซึ และสวีทโชยุ

คลิกสั่งผ่าน Lineman ได้ที่นี่ https://wongn.ai/h4mi9 หรือโทรสั่งผ่านร้านโดยตรงก็ได้

  • ช่วงนี้เปิดส่งเฉพาะ Takeaway มารับที่ร้าน หรือ จะส่งเดลิเวอร์รี่มารับก็ได้ ทางร้านรับเงินสดหรือโอนเงินได้
  • สำหรับการโอนเงินทางร้านจะส่ง SMS แจ้งเลขบัญชีให้ หลังจากได้รับยอดแล้วทางร้านจะโทรคอนเฟิร์มออเดอร์ให้ทางลูกค้าทราบ Central World โทร 02-6461055, 084-3885560
    (เปิดรับออเดอร์ 10.30 / เริ่มรับออเดอร์แรกได้ 11.00 / ปิดรับออเดอร์ 19.30)

ที่มา – MK Restaurant, Penguin Eat Shabu, Bar B Q Plaza, Sukishi Intergroup ปิ้งย่างสไตล์เกาหลีและอาหารญี่ปุ่น, Mo-Mo-Paradise Thailand

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

7 สายการบินขอรัฐบาลช่วยเหลือถึง 16,000 ล้านบาท หลังจากยกเลิกเที่ยวบินเกือบหมด

Brand Inside - 29 March 2020 - 17:54

หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ รายงานว่า 7 สายการบินชั้นนำของไทยได้ขอรัฐบาลให้ความช่วยเหลือสายการบินเป็นการด่วนหลังจากยกเลิกเที่ยวบิน เป็นเงินประมาณ 16,000 ล้านบาท

Thai AirAsia Nok Air Thai Smile at Don Muang Airport สนามบินดอนเมืองภาพจาก Shutterstock

หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ รายงานว่า 7 สายการบินชั้นนำของไทย ไม่ว่าจะเป็น ไทยแอร์เอเชีย นกแอร์ ไทยเวียตเจ็ท บางกอกแอร์เวย์ส ไทยแอร์เอเชียเอ็กซ์ ไทยสมายล์ ไทยไลอ้อนแอร์ ขอให้รัฐบาลสนับสนุนความช่วยเหลือกับสายการบินเหล่านี้ถึง 16,000 ล้านบาท โดยเม็ดเงินเหล่านี้นั้นจะนำไปจ่ายเป็นค่าจ้างของพนักงานในช่วงการยกเลิกเที่ยวบินจากการแพร่ระบาดของ COVID-19

บางกอกโพสต์ ยังได้รายงานว่าตัวแทนของสายการบินจะเข้าพบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในวันจันทร์นี้เพื่อขอการช่วยเหลือจากรัฐ เช่น เงินกู้ระยะยาวเพื่อเพิ่มสภาพคล่องของกิจการ ให้รัฐสนับสนุนเงินบางส่วนเพื่อจ่ายเงินเดือนพนักงาน ฯลฯ

ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ หรือ IATA ได้คาดการณ์ผลกระทบที่เกิดจาก COVID-19 จะส่งผลทำให้อุตสาหกรรมการบินทั่วโลกสูญเสียรายได้ไปถึง 29,300 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 920,899 ล้านบาท และสายการบินในทวีปเอเชียคือผู้ที่ได้รับผลกระทบหลักๆ นอกจากนี้ IATA ยังคาดว่าความสูญเสียจะเพิ่มขึ้นมากกว่านี้ด้วย ถ้าหากการแพร่กระจายของ COVID-19 ยังไม่หยุด

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

โรคระบาดก็กลัว แต่เงินไม่พอใช้น่ากลัวกว่า เปลี่ยนวิธีคิดและวิธีใช้เงินให้เหลือเก็บ

Brand Inside - 29 March 2020 - 14:15

กระแสการออมเงิน เป็นสิ่งที่คนในวัยทำงานทุกคนเริ่มคิด เพราะหากเริ่มทำเร็วก็จะยิ่งมีเงินเก็บมากขึ้นไปด้วย ซึ่งขั้นตอนแรกที่หลายคนทำ คือเริ่มว่างแผนการใช้เงินในแต่ละเดือน ซึ่งในอินเตอร์เน็ตมีหลายวิธีที่เหมือนๆ กันไปหมด แต่อาจไม่ได้ผลกับคุณก็ได้

การลงทุนใน ICO ต้องดูข้อมูลให้ดี เพราะว่าถ้าลงทุนผิดพลาดไปอาจมีความเสี่ยงทำให้เงินหมดกระเป๋าได้ (ภาพจาก Shutterstock)

สิ่งที่สำคัญที่สุดของการออมเงิน ไม่ใช่การลงมือทำ แต่ต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจทัศนคติเรื่องเงิน (Money Mindset) ของตัวเองเสียก่อน เพราะคุณจะไม่รู้แรงบันดาลใจในการออมเงินของคุณเอง จนกลายเป็นผลัดวันประกันพรุ่ง ไม่ยอมตั้งเป้าหมายการออมเงิน บางคนไม่กล้าใช้เงินเลย บางคนกลับใช้เงินเพื่อซื้อของตามอารมณ์โดยไม่คิดเก็บเงิน หรือทิ้งเงินไว้ในบัญชีที่มีผลตอบแทนต่ำ เสียเวลาไปหลายปีโดยไม่ได้เริ่มออมเงินอย่างจริงจัง

Elizabeth Windisch ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนทางการเงินจากสหรัฐอเมริกา ได้แบ่งประเภททัศนคติเรื่องเงิน (Money Mindset) ของคนออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่

  • ผู้ให้ (Giver) เป็นคนที่นึกถึงคนอื่นมากกว่าตัวเองเสมอ มักใช้เงินไปกับลูกๆ หรือบริจาคเพื่อการกุศล
  • นักเก็บเงิน (Keeper) เป็นคนที่ชอบเก็บออมเงินมาก ประหยัดกับทุกเรื่อง มีเงินเก็บเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอ ต้องหาเงินมาเก็บเพิ่มอีกเรื่อยๆ
  • นักใช้เงิน (Merry Maker) เป็นคนที่มีความสุขกับการใช้เงินไปเรื่อยๆ ใช้เงินที่ได้มาในแต่ละวันไปกับความสุขของตัวเอง
  • นักเก็บข้อมูล (Perfectionist) เป็นคนที่รู้ข้อมูลเรื่องการเงินเยอะมาก รู้ว่าควรทำอย่างไรเพื่อเก็บเงิน แต่กลับอยู่เฉยๆ ไม่ยอมทำตาม
การใช้เงินในวัยเด็กส่งผลต่อการใช้เงินในอนาคต ภาพจาก Shutterstock

แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่การรู้ว่าตัวเองเป็นคนที่มีทัศนคติเรื่องการเงินแบบไหน แต่ต้องรู้ว่าทำไมคุณจึงมีวิธีใช้เงินแบบนั้น ซึ่งส่วนใหญ่ประสบการณ์ในวัยเด็กเป็นตัวกำหนดวิธีการใช้เงินในอนาคตของคุณเอง รวมถึงต้องเรียนรู้วิธีการใช้เงินในอดีตของคุณ ทั้งที่ดีและไม่ดี เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในอนาคต โดยอาจเริ่มจากการลองเขียนประสบการณ์การใช้เงินของคุณในอดีต ในรูปแบบของเรื่องเล่า เพื่อสร้างความเข้าใจได้ง่ายขึ้น

6 วิธี เปลี่ยนทัศนคติเรื่องเงินที่ไม่ดี

ถ้าคุณเป็นคนมีทัศนคติเรื่องการเงินที่ไม่ดี แน่นอนว่าต้องผลเสียต่อการเก็บเงินในอนาคตของคุณแน่นอน สิ่งที่ควรทำคือ ปรับเปลี่ยนนิสัย เพื่อสร้างทัศนคติเรื่องการเงินที่ดี ด้วยวิธีดังนี้

อยู่ท่ามกลางคนที่มีทัศนคติเรื่องเงินที่ดี

เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดที่คุณจะสามารถสร้างทัศนคติเรื่องเงินที่ดีให้กับตัวเองได้ ลองสมมติว่าคุณเป็นฟองน้ำ คุณพร้อมที่จะปรับตัวของคุณให้พอดีกับสภาพแวดล้อม การใช้เงินก็เช่นกัน คุณจะค่อยๆ ปรับตัว เปลี่ยนพฤติกรรมไปทีละน้อย โดยที่ไม่รู้ตัว

ขอคำแนะนำที่ดีจากคนที่ถูกต้อง

พ่อแม่ คนในครอบครัว หรือเพื่อนอาจไม่ใช่ผู้ให้คำแนะนำทางการเงินที่ดีที่สุดก็เป็นได้ เพราะพวกเขาอาจมีวิธีการใช้เงินที่ไม่ต่างจากคุณ ดังนั้นคุณจึงควรขอคำแนะนำจากคนที่ถูกต้อง โดยเฉพาะคนที่เคยเจอปัญหาแบบคุณ หรือเคยตั้งเป้าหมายทางการเงินแบบเดียวกับคุณ และสามารถทำได้สำเร็จ เมื่อคุณนำเอาคำแนะนำมาทำตามจะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จทำตามเป้าหมายได้ง่ายขึ้นกว่าการลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง

การไม่แบ่งแยกเรื่องเงินออกจากอารมณ์ เป็นสิ่งไม่ดี โดยเฉพาะการซื้อของเพื่อผ่อนคลายความเครียด ภาพจาก pixabay.com

อย่าใช้จ่ายด้วยอารมณ์

การใช้เงินด้วยอารมณ์เป็นปัญหาใหญ่ของใครหลายคน บางคนใช้เงินซื้อของเพื่อความสุขของตัวเอง เพื่อผ่อนคลายความเครียดจากการทำงาน หรือใช้เงินเพื่อซื้อของในเวลาที่รู้สึกไม่ดี ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องดี ต้องรู้จักแยกอารมณ์ออกจากการใช้เงินให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่าคุณจะไม่สามารถวางแผนทางการเงินได้เลย

อย่าเปรียบเทียบเรื่องเงินกับคนอื่น

เรื่องเงินคือเรื่องส่วนตัว เมื่อใดก็ตามที่คุณนำสถานการณ์การเงินของคุณไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ไม่ว่าจะญาติ พี่น้อง หรือเพื่อน มันอาจทำให้คุณรู้สึกอิจฉา หรือรู้สึกกังวลกับการใช้เงินของตัวเองมากเกินไป ดังนั้นคุณควรตั้งเป้าหมายการใช้เงินด้วยตัวเอง ไม่เปรียบเทียบกับคนอื่น และพอใจในสิ่งที่คุณมี

อย่ามองโลกในแง่ลบ อย่าคิดว่าตัวคุณทำไม่ได้ เพราะมันจะส่งผลต่อเป้าหมายที่คุณตั้งไว้ ภาพจาก Shutterstock

อย่ามองว่าคุณทำไม่ได้

ลายคนเคยสบประมาทตัวเอง มองว่าเป้าหมายบางอย่างอยู่ไกลเกินเอื้อม ไม่มีทางทำได้ ซึ่งความคิดในแง่ลบแบบนี้จะทำให้คุณไม่สามารถทำตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ ลองเปลี่ยนเป็นมองโลกในแง่บวกบ้าง ไม่มีเป้าหมายอะไรอยู่ไกลเกินเอื้อมถ้าคุณลงมือทำ

ที่มา – Cashay, Success, Forbes

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

วิกฤตโควิด-19 มาเลเซียกังวลข้าวไม่พอกิน ส่วนเวียดนามเริ่มกักตุน งดส่งออกชั่วคราว

Brand Inside - 29 March 2020 - 13:28

COVID-19 กำลังระบาดหนักไปทั่วโลก ไทยก็ได้รับผลกระทบเช่นกันโดยเฉพาะในเรื่องของสินค้า นับตั้งแต่หน้ากากอนามัย ไล่มาไข่ราคาแพง จนมาถึงถุงยางอนามัยก็กำลังจะเป็นสินค้าขาดแคลนชนิดถัดไป

ล่าสุด รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารของมาเลเซียให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า มาเลเซียมีข้าวสารเหลือเพียงพอที่จะบริโภคในประเทศอยู่ราว 2 เดือนครึ่ง ซึ่งเวียดนามมีมาตรการระงับการส่งออกเพื่อจะสำรองข้าวสารไว้ให้ประชาชนในประเทศท่ามกลางโควิด-19 ระบาดหนัก เวียดนามเป็นผู้ส่งออกข้าวสารใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก (อันดับ 1 อินเดีย อันดับ 2 ไทย อันดับ 3 เวียดนาม)

ภาพ pixabay.com

เวียดนามระบุไว้เมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า จะไม่เซ็นสัญญาเพื่อส่งออกข้าวจนกว่าจะถึงวันที่ 28 มีนาคม (วานนี้) เพื่อสร้างความมั่นใจให้ตัวเองว่าจะมีข้าวเพียงพอบริโภคภายในประเทศ ซึ่งท่าทีเช่นนี้ทำให้ความมั่นคงทางอาหารของโลกสั่นสะเทือน (food security)

มาเลเซียนำเข้าข้าวในปริมาณมาก ล่าสุด มาเลเซียจำกัดทุกกิจกรรมที่มีการเคลื่อนย้ายผู้คน โดยนายกรัฐมนตรี Muhyiddin Yassin ประกาศให้จำกัดการเคลื่อนไหวของผู้คน สั่งให้ปิดประเทศจนถึงวันที่ 14 เมษายน ซึ่งในประเทศมีข้าวอยู่ในสต๊อกราว 500,000 ตัน บริโภค 200,000 ตันต่อเดือน บริษัท BERNAS (คือบริษัทเอกชนที่มีรัฐบาลเป็นเจ้าของ ผูกขาดนำเข้าและจัดจำหน่ายข้าวแต่เพียงรายเดียว ข้าวเป็นสินค้าควบคุมราคาและให้การอุดหนุน)

BERNAS ต้องการเซ็นสัญญาซื้อขายข้าวกับเวียดนามเร็วขึ้นแม้ว่าจะมีราคาที่สูงก็ตาม เพื่อจะมีข้าวสต๊อกภายในประเทศมากพอ ขณะนี้ มาเลเซียกำลังมองหาแหล่งผลิตข้าวจากประเทศอื่นเพิ่ม เช่น ปากีสถาน อินเดีย เมียนมา และไทย

to all malaysians , please look at this picture , please la jangan degil , stay at home please , don't be selfish lah.#COVID19 #PerintahKawalanPergerakan pic.twitter.com/aH2mD5trep

— copikwhut (@cpikoneal) March 24, 2020

Malaysian people after 14 April #PerintahKawalanPergerakan pic.twitter.com/b3VUl0KFd1

— En. Azwak (@hziqishak) March 25, 2020

มาเลเซียมีที่เพาะปลูกข้าวประมาณ 4.3 ล้านไร่ทั่วประเทศ มีกำลังในการผลิตข้าาวให้เพียงพอต่อความต้องการบริโภคภายในประเทศอยู่ที่ 70% ที่เหลืออีก 30% นำเข้าข้าวจากต่างประเทศ

มาเลเซียผลิตข้าวไม่เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ปี 2561 นำเข้าข้าว 800,000 ตัน มูลค่านำเข้าอยู่ที่ 406.6 ล้านเหรียญสหรัฐ (1.3 หมื่นล้านบาท) ช่วงต้นปี 2562 นำเข้าข้าวเพิ่มขึ้น 30.7% (นำเข้าข้าวไทยเพิ่มขึ้น 43.4% เป็นข้าวขาว 96%) มาเลเซียนำเข้าข้าวเพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น แต่การผลิตข้าวในประเทศกลับขยายตัวต่ำลงเพราะเกษตรกรส่วนใหญ่สนใจปลูกปาล์มน้ำมันเป็นหลัก และพื้นที่เกษตรมีจำนวนจำกัด

ภาพจาก การค้าระหว่างประเทศ

ด้าน Phung Duc Tung ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจการเกษตรจากสถาบันวิจัยและพัฒนาแม่น้ำโขงระบุว่า การตัดสินใจระงับการส่งออกข้าวของเวียดนามจะกระทบต่อประชากรที่เป็นวัยทำงานเพราะต้องพึ่งพาการค้าข้าวเป็นหลัก การระงับส่งออกข้าวไม่ใช่ทางเลือกที่ถูกต้อง รัฐบาลควรปล่อยให้ตลาดทำงานได้อย่างเสรีและควรสร้างแรงจูงใจให้คนทำงานโดยเฉพาะเกษตรกรที่เป็นกลุ่มคนทำงานที่ทรงคุณค่า

อย่างไรก็ตาม ทางเวียดนามกำลังทบทวนสถานการณ์เพื่อประเมินการส่งออกข้าวอีก ทางบริษัทหลายแห่งระบุว่ายังมีข้าวสต๊อกอยู่ในประเทศจำนวนมาก แต่รัฐก็จะให้ความสำคัญกับพลเมืองเป็นอันดับแรก ข้าวจะต้องมีเพียงพอต่อความต้องการของคนในประเทศที่ตอนนี้ส่วนใหญ่มักจะต้องอาศัยอยู่ในบ้านเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัส

Thai Rice ข้าวไทยภาพจาก Shutterstock

ทั้งนี้ บริษัทวิจัยการตลาด Nielsen ในเวียดนามระบุว่า ผลกระทบจากไวรัสระบาดทำให้ชาวเวียดนามกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาหาร เงิน และสุขภาพ ซึ่งก่อนหน้านี้ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2019 ชาวเวียดนามก็กังวลเรื่องค่าใช้จ่ายอาหารอยู่แล้ว เพราะก่อนหน้านี้เพิ่งจะมีไข้หวัดหมูแอฟริการะบาดทั่วเอเชีย ทำให้หมูมีราคาแพงขึ้น

ความกังวลเรื่องอาหารกำลังเพิ่มมากขึ้นหลังไวรัสระบาด หลายประเทศเริ่มจำกัดการส่งออกอาหาร ในรัสเซีย สหภาพน้ำมันจากผัก (vegetable oil union) เรียกร้องให้กระทรวงเกษตรจำกัดการส่งออกเมล็ดทานตะวันเป็นเวลา 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนเป็นต้นไป (รัสเซียเป็นผู้ผลิตน้ำมันจากเมล็ดดอกทานตะวันเป็นอันดับ 2 รองจากยูเครน)

คาซัคสถานระงับการส่งออกสินค้าบางชนิดจนกว่าจะถึงกลางเดือนหน้า เช่น เมล็ดพืชบักวีต (buckwheat มีสารต้านอนุมูลอิสระ ลดคลอเรสเตอรอล ลดน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิต) น้ำตาล น้ำมันจากเมล็ดทานตะวัน

ผู้ค้าข้าวแห่งยุโรประบุว่า ถ้าเวียดนามแบนการส่งออกจะส่งผลกระทบต่อซัพพลายข้าวในโลกมากถึง 10-15% และแอฟริกาจะกรทบหนัก ความกังวลนี้เกิดขึ้นพร้อมๆ กับอินเดียที่เป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่สุดของโลกเริ่มปิดประเทศที่มีระยะเวลายาวนาน 3 สัปดาห์ การปิดประเทศของอินเดียจะส่งผลกระทบต่อโลจิสติกส์และดิสรัป supply chain ด้านอาหาร แม้ไทยจะอยู่อันดับสองของการส่งออกข้าว แต่ต้องเผชิญภาวะฤดูแล้งหนักที่สุดในรอบ 10 ปี ส่งผลให้ข้าวมีปริมาณน้อยลง

ที่มา – CNA (1), (2), Bloomberg, South China Morning Post, VOA, กระทรวงต่างประเทศ, การค้าระหว่างประเทศ, Reuters

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ไม่เหมือนที่ตกลงไว้ สหภาพการบินไทยไม่รับมติบอร์ด คนเงินเดือนน้อยถูกหักมากกว่าเดิม

Brand Inside - 29 March 2020 - 10:58

สหภาพการบินไทยระบุว่า ตอนตกลง มีอัตราปรับลดเงินเดือนแบบหนึ่ง พอจะปรับลดเงินเดือนจริงๆ กลับใช้อัตราอีกแบบหนึ่ง

สหภาพการบินไทย ไม่รับข้อตกลงลดเงินเดือน เนื่องจากไม่เป็นไปตามที่ตกลงก่อนหน้า นเรศ ผึ้งแย้ม ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เผย สหภาพฯและคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์ฝ่ายลูกจ้างได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงยังสมาชิกแล้วว่า จะขอปฏิเสธและไม่ยอมรับอัตราตัวเลขปรับลดเงินเดือนตามที่ผู้แทนฝ่ายนายจ้างเสนอ

ผู้บริหารการบินไทยขอโทษ

27 มีนาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์ของบริษัทฯ โดยฝ่ายบริหารได้มีการเปลี่ยนแปลงตัวเลขอัตราการปรับลดเงินเดือนและค่าตอบแทนของพนักงานบริษัทราว 20,000 คน โดยไม่ยอมทำตามข้อตกลงที่สหภาพได้มีมติร่วมกับนางสุวิมล บัวเลิศ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายทรัพยากรบุคคลนอกรอบการประชุมเมื่อ 26 มีนาคมที่ผ่านมา

สหภาพฯและคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์ฝ่ายลูกจ้างออกแถลงการณ์ชี้แจงไปยังสมาชิกแล้วว่าสหภาพฯ จะขอปฏิเสธและไม่ยอมรับตัวเลขที่ปรับใหม่ หากบริษัทเดินหน้าปรับลดเงินเดือนพนักงาน ซึ่งฝ่ายบริหารระบุว่าจะเริ่ม 1 เมษายน ถึง 31 พฤษภาคม 2563 ถือว่าบริษัทมีความผิดตาม พ.ร.บ. แรงงานรัฐวิสาหกิจ พนักงานทั้งหมดสามารถยื่นฟ้องร้องบริษัทได้ โดยยื่นเรื่องให้ทางสหภาพฯ จะช่วยดำเนินการให้

ก่อนหน้านี้ฝ่ายบริหารบอกว่างบการเงินบริษัทมีเงินเหลือพอจ่ายเงินเดือนพนักงานแค่ 2 เดือน ซึ่งแต่ละปีการบินไทยมีค่าใช้จ่ายเงินเดือนและค่าตอบแทนราว 1,176 ล้านบาท ทำให้การบินไทยอาจหยุดบินถาวร ขอให้สหภาพไปคุยกับพนักงานให้ยินยอมเพื่อประคองบริษัท ทางสหภาพได้เสนอตัวเลขอัตราปรับลดเงินเดือนที่สมาชิกเห็นว่าเหมาะสมกว่าไป ซึ่งผู้บริหารสายทรัพยากรเห็นชอบแล้ว แต่คณะกรรมการกิจการสัมพันธ์เปลี่ยนตัวเลขใหม่ ไม่เป็นไปตามข้อตกลงก่อนหน้า

ภาพจาก Shutterstock

เดิม สหภาพฯ เสนอตัวเลขที่คนเงินเดือนน้อย ปรับลดน้อย เงินเดือนมาก ปรับลดมาก ดังนี้

  • เงินเดือน 10,000-20,000 บาท ปรับลด 10% (อัตรานี้ จะถูกปรับลด 1,000-2,000 บาท)
  • เงินเดือน 20,001-40,000 บาท ปรับลด 20% (จะถูกปรับลด 4,000-8,000 บาท)
  • เงินเดือน 40,001-60,000 บาท ปรับลด 25%
  • เงินเดือน 60,001-80,000 บาท ปรับลด 30%
  • เงินเดือน 80,001-100,000 บาท ปรับลด 35%
  • เงินเดือน 100,001 บาทขึ้นไป ปรับลด 40%
  • เงินเดือนระดับ VP/MD/ นักบินผู้ช่วย ปรับลด 40%
  • เงินเดือน EVP/ นักบิน ปรับลด 50%

ฝ่ายบริหารเสนอให้มีการแบ่งขั้นอัตราเงินเดือนน้อยขั้น ทำให้สหภาพมองว่าไม่เป็นธรรมเพราะพนักงานระดับล่างมีเงินเดือนน้อยต้องถูกตัดเงินเดือนในอัตราที่สูงเท่าพนักงานระดับบน ฝ่ายบริหารแบ่งเป็น 6 ขั้นดังนี้

  • เงินเดือนไม่เกิน 40,000 บาท ปรับลด 25% (ถ้าเงินเดือน 10,000 บาทจะถูกลด 2,500 บาท)
  • เงินเดือน 40,001-60,000 บาท ปรับลด 30%
  • เงินเดือน 60,001-100,000 บาท ปรับลด 35%
  • เงินเดือน 100,000 บาทขึ้นไป ปรับลด 40%
  • เงินเดือน VP/MD/นักบินผู้ช่วย ปรับลด 40%
  • เงินเดือน EVP/ นักบินปรับลด 50%

ซึ่งฝ่ายบริหารอ้างว่า การปรับลดตามข้อเสนอฝ่ายบริหารจะช่วยทำให้บริษัทประหยัดค่าใช้จ่ายเงินเดือนและค่าตอบแทนให้บริษัทปีละ 467 ล้านบาท หรือประมาณ 31.87% จะจ่ายเพียง 804 ล้านบาทเท่านั้น ปกติต้องจ่ายปีละ 1,176 ล้านบาท

ที่มา – ฐานเศรษฐกิจ, ข่าวสด

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

สำนักงานการบินพลเรือนไฟเขียวให้ 9 สายการบิน ทำการหยุดบินหลัง COVID-19 ระบาด

Brand Inside - 28 March 2020 - 18:36

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ไฟเขียวอนุญาตให้สายการบินในประเทศไทย 9 สายการบินสามารถหยุดบินได้ หลังจากที่การแพร่ระบาดของ COVID-19 ทั้งในประเทศและต่างประเทศยังไม่คลี่คลาย

Thailand Aviation Don Muang Airportภาพจาก Shutterstock

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ได้เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมา ได้เห็นชอบให้สายการบินสัญชาติไทยจำนวน 9 สายการบิน หยุดทำการบินในเส้นทางต่างๆ ดังต่อไปนี้ หลังจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ขณะที่เส้นทางระหว่างประเทศนั้นหลายๆ สายการบินได้หยุดบินจนถึงเดือนตุลาคม

สายการบินราคาประหยัด
  1. ไทยแอร์เอเชีย หยุดทำการบินเส้นทางในประเทศทุกเส้นทาง วันที่ 1 – 30 เมษายน 2563 ยกเว้นเส้นทางอู่ตะเภา-ขอนแก่น หยุดบินระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม – 24 ตุลาคม 2563 และหยุดบินเส้นทางระหว่างประเทศทุกเส้นทาง ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม – 24 ตุลาคม 2563
  2. ไทยแอร์เอเชียเอ็กซ์ หยุดทำการบินเส้นทางระหว่างประเทศทุกเส้นทางระหว่างวันที่ 26 มีนาคม – 16 มิถุนายน 2563 และยกเลิกทำการบิน กรุงเทพฯ-บริสเบน
  3. นกแอร์ หยุดทำการบินเส้นทางในประเทศ ได้แก่ กรุงเทพฯ-กระบี่, นครพนม, น่าน, ร้อยเอ็ด, แม่ฮ่องสอน ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 30 เมษายน 2563 และเส้นทางระหว่างประเทศทุกเส้นทางตั้งแต่ 31 มกราคม – 25 ตุลาคม 2563
  4. ไทยไลอ้อนแอร์ หยุดทำการบินเส้นทางภายในประเทศและเส้นทางระหว่างประเทศ ทุกเส้นทางระหว่างวันที่ 25 มีนาคม-30 เมษายน 2563
  5. ไทยเวียดเจ็ท เส้นทางในประเทศให้เปลี่ยนเที่ยวบิน สำหรับผู้สำรองที่นั่งช่วงสงกรานต์ระหว่างวันที่ 13 – 15 เมษายน 2563 และลดความถี่การทำการบินแต่ละเส้นทางวันที่ 24 มีนาคม – 3 เมษายน 2563 เส้นทางระหว่างประเทศ ได้แก่ ประเทศจีน หยุดเดือนมกราคม-สิงหาคม 2563 ไต้หวันและเวียดนาม หยุดระหว่างเดือนมีนาคม – สิงหาคม 2563
  6. นกสกู๊ต หยุดทำการบินเส้นทางระหว่างประเทศทุกเส้นทางระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 30 เมษายน 2563
สายการบินที่ให้บริการเต็มรูปแบบ
  1. การบินไทย หยุดทำการบินเส้นทางในประเทศทุกเส้นทางระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 31 พฤษภาคม 2563 และได้โอนย้ายเที่ยวบินให้สายการบินไทยสมายล์ทำการบินแทน ขณะที่เที่ยวบินระหว่างประเทศ ได้แก่ เอเชีย หยุดระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 31 พฤษภาคม 2563 ยุโรป หยุดระหว่างวันที่ 1 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2563
  2. ไทยสมายล์ หยุดทำการบินเส้นทางในประเทศ เชียงใหม่-ภูเก็ต ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 31 พฤษภาคม 2563 และหยุดทำการบินเส้นทางระหว่างประเทศทุกเส้นทาง ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม – 31 พฤษภาคม 2563
  3. บางกอกแอร์เวย์ส หยุดทำการบินเส้นทางในประเทศ ได้แก่ กรุงเทพฯ-เชียงราย, กรุงเทพฯ-กระบี่, สมุย-กระบี่, เชียงใหม่-กระบี่, เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน, เชียงใหม่-ภูเก็ต, เชียงใหม่-สมุย และ สมุย-เชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 29 มีนาคม – 24 ตุลาคม 2563 สำหรับเส้นทางระหว่างประเทศหยุดทำการบินทุกเส้นทาง ระหว่างวันที่ 29 มีนาคม – 24 ตุลาคม 2563

ที่มา – ข่าวสดออนไลน์, ช่อง 7

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ถัดจากเจลล้างมือ-หน้ากากอนามัย-ไข่ รายต่อไปคือ “ถุงยาง” ที่จะขาดแคลน

Brand Inside - 28 March 2020 - 16:37
Condomถุงยางอนามัย Photo: Getty Imagas by Gary Zhu/China ถุงยางอนามัยคือสินค้าชนิดต่อไปที่จะขาดแคลน

วิกฤต COVID-19 ส่งผลกระทบต่อหลายอุตสาหกรรม ก่อนหน้านี้มีข่าวการขาดแคลนเจลล้างมือ หน้ากากอนามัย ไปจนกระทั่งไข่ที่เกิดการกักตุนสินค้า ล่าสุด สินค้าที่จะขาดแคลนเป็นรายต่อไปคือ “ถุงยางอนามัย”

Karex ผู้ผลิตถุงยางอนามัยรายใหญ่ที่สุดในโลก (ผลิตให้แบรนด์ดังอย่าง Durex ปัจจุบันเข้ามาทำตลาดในไทยแล้ว) ระบุว่า ในช่วง 10 กว่าวันที่ผ่านมานี้ สถานการณ์ COVID-19 ส่งผลให้โรงงานในมาเลเซียไม่สามารถผลิตถุงยางอนามัยได้เท่าที่ต้องการ คำนวณตัวเลขเบื้องต้นคือปริมารถุงยางที่ผลิตได้หดหายไปถึง 100 ล้านชิ้น

Goh Miah Kiat ซีอีโอของ Karex ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า “โลกกำลังเผชิญกับภาวะการขาดแคลนถุงยางอนามัย ซึ่งมันน่ากลัวมาก โดยเฉพาะในแอฟริกาที่ต้องการถุงยางอนามัยผ่านโครงการป้องกันด้านสิทธิมนุษยชนจำนวนมากจะไม่มีถุงยางอนามัยให้ใช้ และภาวะขาดแคลนถุงยางอนามัยอาจไม่ใช่ระยะสั้นระดับสัปดาห์หรือเดือน แต่อาจเกิดการขาดแคลนยาวนานหลายเดือน”

ซีอีโอคนนี้บอกด้วยว่า ในสถานการณ์วิกฤตโรคระบาดที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ หากดูยอดขายถุงยางอนามัย พบว่า ยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่อง เพราะนี่คือช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนในชีวิต และผู้คนส่วนใหญ่ไม่ได้อยากมีลูก

อย่างไรก็ตาม วิกฤต COVID-19 ไม่ได้กระทบต่อการผลิตถุงยางอนามัยของโรงงานในมาเลเซียเท่านั้น แต่รวมถึงจีน อินเดีย และไทยด้วยที่จะได้เผชิญกับปัญหาในการผลิตทำนองนี้เช่นกัน

ที่มา – Reuters

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Pages